BBL หุ้นเด่นกลุ่มแบงก์ ผลงานโตดี คุณภาพสินทรัพย์ยืดหยุ่น แถมมูลค่าหุ้นไม่แพง !!
หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เป็น 1.00% ต่อปี ในเย็นวันเดียวกันนั้น (28 ก.ย. 65) ธนาคารกรุงเทพ หรือ BBL นำร่องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 0.15-0.50% ต่อปี ส่วนเงินกู้สูงสุด 0.40% ต่อปี เป็นธนาคารแรก ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นตอบรับข่าวทันที ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ก็มีความเห็นไปในทิศทางบวก และยกให้ BBL เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มธนาคาร จากแนวโน้มผลประกอบการที่เติบโตดี คุณภาพสินทรัพย์ยืดหยุ่น จากอัตาส่วนหนี้สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่ทรงตัว และอัตราการตั้งสำรองที่แข็งแกร่ง รวมถึงมูลค่าหุ้นยังอยู่ในระดับที่ไม่แพง
นักวิเคราะห์จากบล.พาย ระบุว่า คาดกำไรสุทธิไตรมาส 3/65 ที่ 7.8 พันล้านบาท โต 13% จากไตรมาส 3/64 และโต 12% จากไตรมาส 2/65 หนุนจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่สูงขึ้นและการตั้งสำรองหนี้ฯ ที่ลดลง คาดอัตราส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) โตทั้งจากไตรมาสเดียวกันปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 2.3% ในไตรมาส 3/65 หนุนจากอัตราผลตอบแทนสินเชื่อที่สูงขึ้น ด้านอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้คาดเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาส 2/65 เป็น 51.1%
ด้านสินเชื่อโตคาดยังเติบโตแข็งแกร่งที่ 5.5% แม้จะขยายตัวอย่างแข็งแกร่งมาแล้วในเดือน ก.ค. และ ส.ค. โดยคุณภาพสินเชื่อยังยืดหยุ่นดี คาด NPL ลดลงเหลือ 3.3% จากฐานสินเชื่อที่สูงขึ้น ด้านอัตราการตั้งสำรองหนี้ฯ ยังอยู่ระดับสูงที่ 227% เพียงพอต่อการรับมือกับความผันผวนในอนาคต
ด้วยกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ฝ่ายวิจัยจึงคงประมาณการอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิทั้งปี 2565 ที่ 15% และ 11% ในปี 2566 หนุนจากการตั้งสำรองหนี้ฯ ที่ลดลง และรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่สูงขึ้น สืบเนื่องจากสินเชื่อที่โตมากขึ้น ทั้งนี้ ประมาณการกำไรสุทธิ์ชุดนี้ยังไม่รวมผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการปรับเพิ่มดอกเบี้ย
และเลือก BBL เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มธนาคาร ให้คำแนะนำ "ซื้อ" ด้วยปัจจัย 1. งบดุลที่ยืดหยุ่นดี พร้อมกับอัตราการตั้งสำรองหนี้ฯ ระดับสูง และฐานเงินทุนที่แข็งแกร่ง, 2. กำไรสุทธิโตอย่างมั่นคง, 3. ดอกเบี้ยขาขึ้นอาจหนุนให้ NIM ปรับสูงขึ้น และ 4) มูลค่าหุ้นไม่แพงปรับเพิ่มมูลค่าพื้นฐานขึ้นจาก 159.00 บาท เป็น 164.00 บาท

