Official Update :

มูลค่าบริษัท JKN เพิ่มเกือบพันล้านบาท หลังเข้าถือสิทธิ “Miss Universe” ควีนแม่แอน ชี้ยกบริษัทสู่ระดับโลกอย่างแท้จริง

ราคาหุ้นของ JKN ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรง หลังประกาศเข้าเป็นเจ้าของ Miss Universe มูลค่าทั้งสิ้นไม่เกิน 14 ล้านเหรียญสหรัฐ (ไม่เกิน 550 ล้านบาท) และสัญญาลิขสิทธิ์อีก 6 ล้านเหรียญสหรัฐ (ไม่เกิน 250 ล้านบาท) รวมมูลค่าลงทุนไม่เกิน 20 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 800 ล้านบาท


ทั้งนี้หากประเมินจากราคาหุ้นล่าสุดปิดภาคเช้าวันนี้ (27 ต.ค.)ที่เพิ่มขึ้นมาระดับ 5.10 บาท ทำให้มูลค่าของบริษัท JKN ทำให้บริษัทมีมาร์เก็ตที่ 3,661.19 ล้านบาท เมื่อเทียบกับราคาปิดวันที่ 25 ตุลาคม 65 (ก่อนประกาศดีล) มีมูลค่า 2,727.94 ล้านบาท  เท่ากับว่ามูลค่าบริษัทเพิ่มขึ้น 934  ล้านบาท  


ล่าสุด JKN จัดงานแถลงข่าวอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมระบุว่า การลงทุนครั้งนี้จะทำให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น พร้อมก้าวสู่การเป็นผู้นำในการค้าคอนเทนต์ระดับโลกอย่างแท้จริง โดยเตรียมเปิดตัว MU Lifestyle ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจเฉพาะเพื่อการผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าลิขสิทธิ์ภายใต้องค์กรนางงามจักรวาล


แอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ JKN กล่าวว่า การเข้าลงทุนในครั้งนี้ ส่งผลต่อพอร์ตโฟลิโอทางธุรกิจของบริษัท ในด้านโทรทัศน์ และการค้าคอนเทนต์ด้านบันเทิง และการจัดจำหน่ายสินค้าสำหรับผู้บริโภค ให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น พร้อมก้าวสู่การเป็นผู้นำในการค้าคอนเทนต์ระดับโลกอย่างแท้จริง


ทั้งนี้ถือเป็นการต่อยอดวิสัยทัศน์และเสริมความแข็งแกร่งให้กับองค์กรนางงามจักรวาล และแบรนด์ MISS UNIVERSE ให้มีความน่าสนใจและเข้าถึงผู้คนได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น ผ่านการสร้างธุรกิจใหม่ เพื่อต่อยอดการเติบโตทั้งในตลาดที่มีความสำคัญและตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นในอนาคต ซึ่งรวมไปถึงตลาดแห่งภูมิภาคเอเชียด้วย


ในการประกาศครั้งสำคัญนี้ เจเคเอ็นได้เปิดเผยแผนการคำเนินงานเพื่อเสริมสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจ โดยใช้จุดแข็งของแบรนด์ MISS UNIVERSE ต่อยอดด้วยการเปิดตัว MU Lifestyle ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจเฉพาะเพื่อการผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าลิขสิทธิ์ภายใต้องค์กรนางงามจักรวาล


พร้อมนำเสนอเอกลักษณ์ของแบรนด์ MISS UNIVERSE อันทรงคุณค่า และช่วยเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอด้านสินค้าไลฟ์สไตล์ของเจเคเอ็น เพื่อส่งมอบตัวเลือกสินค้า ความบันเทิง และโอกาสทางธุรกิจ ที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำของเจเคเอ็นอย่างแท้จริง


"เจเคเอ็นรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เข้าถือครองลิขสิทธิ์และธุรกิจขององค์กรนางงามจักรวาล ไส้ร่วมทำงานกับทีมผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ชั้นเลิศในการเข้าถึงผู้คนทั่วโลก รวมไปถึงการสร้างเสริมความสัมพันธ์ที่แน่นแฟันระหว่างพันธมิตรทางธุรกิจและแบรนค์ชั้นนำระดับโลก เพื่อเป็นการต่อยอดคุณค่าแห่งแบรนด์ MISS UNIVERSE"แอน-จักรพงษ์ กล่าว


สำหรับการผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าภายให้ลิขสิทธิ์แบรนด์ MISS UNIVERSE จะเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้พอร์ตโฟลิโอของเจเคเอ็นแข็งแรง และสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ไม่เพียงแค่สานต่อคุณค่าอันยาวนานของเวทีประกวดนางงามที่มีความหลากหลายและนำภาคภูมิใจ แต่เจเคเอ็นจะมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์แบรนด์ MISS UNIVERSE และองค์กรนางงามจักรวาลให้เกิดการพัฒนามากยิ่งขึ้นไป


แอน-จักรพงษ์ กล่าวอีกว่า ในแง่ของผลประกอบการกลุ่ม Miss Universe ในช่วงปกติช่วงก่อนเกิดโควิด-19 มีรายได้รวมราว 1,000 ล้านบาท และรายได้ของการจัดประกวดของแต่ละประเทศจะอยู่ที่ 400-500 ล้านบาท


โดยบริษัทเตรียมเปิดตัวซุปเปอร์โปรดักส์ ภายใต้ "MU Lifestyle" เพื่อนำจุดแข็งของ Miss Universe มาต่อยอดแบรนด์ เช่น น้ำดื่มที่ผสมวิตามิน สินค้าแฟชั่น เป็นต้น รวมถึงผู้รับสิทธิ์ในการดำเนินธุรกิจ ตามระบบที่เจ้าของสิทธิ์ได้จัดเตรียมไว้ และการใช้เครื่องหมายการค้า ที่จะต้องจ่ายค่าตอบแทนในการให้สิทธิ์ และจ่ายค่าตอบแทนตามผลประกอบการ หรือแฟรนไชส์ซี (Franchisee)


ขณะที่ปัจจุบัน Franchisee มีการติดต่อเข้ามาจำนวนมาก ในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น การบริการเครื่องบินเช่าเหมาลำ Penthouses โรงเรียนสอนนางงาม สปา และโรงแรม เป็นต้น โดยบริษัทมีความพร้อมทั้งแบรนด์คอนซูเมอร์โปรดักส์ โรงงาน ช่องทางการขายทุกช่องทาง โดยเฉพาะการมีพันธมิตรอย่างกลุ่มฮุนไดโฮมช็อปปิ้ง เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น ยักษ์ใหญ่จากเกาหลี  จึงถือว่าบริษัทมีความพร้อมในการนำ Miss Universe  เข้ามาเสริมพอร์ต ส่วนรายละเอียด จะรายงานให้ทราบภายหลัง


หากย้อนกลับไปเมื่อคืนที่ผ่านมาแอน-จักรพงษ์ ได้แถลงพิเศษ “เปิดใจจักรวาล From The Heart of The Universe”ผ่านทางช่อง JKN 18 ว่า MISS UNIVERSE จะไม่ใช่แค่เวทีประกวดนางงาม แต่จะเข้ามาช่วยต่อยอดธุรกิจบริษัท พร้อมทั้งพัฒนาธุรกิจให้มีความมั่นคง เพราะ MISS UNIVERSE สามารถในการเข้าถึงผู้คนกว่า 165 ประเทศ หรือประมาณ 500 ล้านคนในแต่ละปี