คัด 10 หุ้นเด่นน่า “สะสม” เมื่อต่างชาติซื้อหุ้นไทย 1.62 หมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มจะซื้อต่อเนื่อง
ดูเหมือนตลาดหุ้นไทยจะมีสัญญาณที่ดีอย่างต่อเนื่อง เพราะหากเข้าไปสำรวจความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทย นักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้อสุทธิหุ้นไทย 7 วันติดต่อกัน ในช่วงวันที่ 20-31 ตุลาคมที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้นกว่า 16,207.48 ล้านบาท สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของตลาดหุ้นไทย
โดยมุมมองของบล.ธนชาต ระบุว่า ทิศทางเงินบาทที่เริ่มชะลอการอ่อนค่า และมีแนวโน้มกลับมาแข็งค่าในช่วงปลายปี รวมถึงปัจจัยกดดันภายนอกเริ่มผ่อนคลาย หนุนเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) กลับมาซื้อสุทธิอีกครั้งในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งหุ้นไทย และเปิดสถานะ long บน TFEX ติดต่อกัน
ดังนั้นฝ่ายวิจัยจึงแนะนำ “ซื้อ” 3 กลุ่ม อย่าง Tourist – Consumption Play ทั้ง AOT, BDMS, CPALL, ADVANC, CRC, CPN, HMPRO รวมทั้ง Interest rate Play อย่าง BBL KTB และ EV Play อย่าง EA
ส่วนมุมมองบล. เอเซีย พลัส กล่าวว่า พัฒนาการของข้อมูลที่ออกมายังคงย้ำมุมมองที่ได้นำเสนอว่า แรงกดดันจาก ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ และ ดอกเบี้ยปรับขึ้น เบาบางลงตามลำดับ โดยล่าสุด ตัวเลข PCE เดือน ก.ย. ออกมาต่ำกว่าคาดที่ 5.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่ Bloomberg แสดงผลสำรวจเรื่องทิศทางดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐ ส่วนใหญ่คาดว่าน่าจะมีเพดาน อยู่ที่บริเวณ 5% สอดคล้องกับ Fed Watch Tool ที่ได้นำเสนอไปก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตามยังมีเรื่องที่อาจสร้างแรงกดดันก็คือโอกาสที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะ Recession โดยนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ ยังเชื่อว่าจะเกิดขื้นในปี 2566
สำหรับภาพเศรษฐกิจไทย IMF คาดการณ์ว่าจะเติบโต 2.8% จากปีก่อน ในปี 2565 และเติบโตอีก 3.7% ในปี 2566 ซึ่งฝ่ายวิจัยมองว่าเพียงพอที่จะดึงดูด Fund Flow จากนักลงทุน ต่างชาติให้ไหลเข้ามา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสถานะการถือหุ้นปัจจุบันที่ต่ำกว่าปกติ
สำรวจปัจจัยพื้นฐานหุ้นแนะนำ “ซื้อ” ดังกล่าว
AOT บล. หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า มุมมองในระยะสั้น จากตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติหลังไทยยกเลิกระบบ Thailand Pass ตั้งแต่ 1 ก.ค.65 หนุนให้นักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ราว 1.4 ล้านคน ในเดือนส.ค. (45% เทียบกับช่วง Pre COVID-19) คาดส่งผลให้ผลประกอบการไตรมาส 4-64/65 ของ AOT มีผลขาดทุนลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากไตรมาสก่อน และคาดมีโอกาสกลับมาทำกำไรปกติได้ใน 1-2 ไตรมาสข้างหน้า
แต่ในแง่ของ Valuation ราคาหุ้นปรับขึ้นต่อเนื่องจนมี Upside จำกัดแล้วเทียบกับราคาเหมาะสม สะท้อนความแข็งแกร่งของการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยล่วงหน้าไปมากแล้ว อย่างไรก็ดี หากตัวเลขนักท่องเที่ยวมีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งมีโอกาสที่จะปรับประมาณการและราคาเหมาะสมขึ้น แต่ในเบื้องต้นขอรอดูพัฒนาก่อนอีกสักระยะ ดังนั้นยังแนะนำ “TRADING” อิงราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2566 ที่ 75.00 บาทต่อหุ้น
BDMS บล. หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า คงแนะ “ซื้อ” โดยมีมุมมองเป็นบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการในปี 2565 -2566 ที่คาดเติบโตเด่นสุดในกลุ่มโรงพยาบาล เนื่องจากรับผลบวกโดยตรงจากการเปิดประเทศ จึงคงมูลค่าพื้นฐานในปี 2566 ที่ 34.20 บาท
ทั้งนี้คาดกำไรปกติในไตรมาส 3/65 ที่ 2,854 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7%จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 24%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะเข้าช่วง high season และการกลับมาของกลุ่มผู้ป่วยต่างชาติ ส่วนแนวโน้มไตรมาส 4/65 คาดผลประกอบการชะลอตัวจากไตรมาสก่อน ตามปัจจัยฤดูกาลที่มีวันหยุดเทศกาลหลายวัน แต่ยังเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน หลักๆยังมาจากการฟื้นตัวของคนไข้ปกติที่ไม่เกี่ยวกับ COVID-19 ผลบวกจากการเปิดประเทศ
CPALL โดยนักวิเคราะห์บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุว่า ให้เรทติ้ง OUTPERFORM ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2565 ที่ 72 บาท คาด CPALL จะรายงานกำไรปกติเติบโต 60% ในปี 2565 สู่ 1.4 หมื่นล้านบาท โดยการเติบโต 10% จะเกิดจากค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่ลดลง เนื่องจาก CPALL ได้รับไฟแนนซ์หนี้ที่เกี่ยวข้องกับดีล Lotus’s จาก bridging loan ระยะสั้น เป็นหุ้นกู้ระยะยาวแล้วในเดือนมี.ค. และมิ.ย. 2564 (ต้นทุนทางการเงินรวมทั้งหมดอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 3.3% ต่อปีในปี 2565 เทียบกับ 4.6% ต่อปีในปี2564)
ส่วนอีก 10% เกิดจากส่วนแบ่งกำไรที่ดีขึ้้นจาก MAKRO และ Lotus’s ภายใต้โครงสร้างการถือหุ้นใหม่ และที่เหลือเกิดจากธุรกิจร้านสะดวกซื้อ (CVS) ที่ฟื้นตัวดีขึ้น เพราะการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) และมาร์จิ้นจะปรับตัวดีขึ้นจากการมีสัดส่วนการขายที่ดีขึ้นและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับ COVID ที่ลดลง
ADVANC บล. หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า ประมาณการและคงราคาเหมาะสม ADVANC ณ สิ้นปี 2566 ที่ 240.00 บาทต่อหุ้น คงคาแนะนำ “ซื้อ” ADVANC มีโอกาสได้ประโยชน์จากการรวมตลาด Broadband ผ่านดีล TTBB และการรวมตลาดมือถือผ่านดีล TRUE และ DTAC ขณะที่ธุรกิจเป็น Defensive ที่ให้ปันผลสูงเหมาะสำหรับภาวะที่ตลาดยังมีความผันผวนสูง
CRC โดยนักวิเคราะห์บล. ดีบีเอสวิคเคอร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนะนำ ซื้อ ราคาพื้นฐาน 45.50 บาท จุดเด่นคือ ทำธุรกิจค้าปลีกที่มีความหลากหลายของสินค้า ช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดี มีทั้งโรบินสัน,โรบินสัน ไลฟ์ สไตล์ ,ห้างเซ็นทรัล,Top,ไทวัสดุ และนอกจากไทย ก็มีธุรกจิ ที่เวียดนามและอิตาลี
รวมทั้งเริ่มธุรกิจใหม่ๆ คือ Tops Club และแบรนด์ GO ช่องทางออนไลน์มี Central App และจะเพิ่ม App อื่นๆอีก เริ่มสำรวจด้วยคำแนะนำ ซื้อ ที่น่าสนใจคือ แนวโน้มกำไรฟื้นตัวสดใสมาก,มีแบรนด์แข็งแกร่งและโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งปีนี้บริษัทตั้งแผนที่มียอดขายโดยรวมโต 15-20%จากปีก่อน
CPN นักวิเคราะห์บล. หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า ไตรมาส 4/65 ได้ประโยชน์จากการเข้าสู่ High Season จากเทศกาลปีใหม่ และการกลับมาของนักท่องเที่ยว รวมถึงคาดหวังได้ปัจจัยหนุนกำลังซื้อ จากมาตรการรัฐ โดยปรับประมาณการปี 2565 และ 2566 เพิ่มขึ้น 10.5% และ 16% เป็น 1 หมื่นล้านบาท และ 1.1 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ จากการฟื้นตัวของธุรกิจพื้นที่เช่า อาหาร และโรงแรม ปรับราคาเหมาะสมปี 2566 ใหม่เป็น 78 บาท (DCF) จากเดิม 70 บาท คงคำแนะนำ “ซื้อ”
HMPRO โดยบล. ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อ HMPRO จากแนวโน้มการเติบโตของกำไรในปี 65-66 ที่ 14-15% ตามลำดับ และการเปิดสาขาเพิ่ม 5-7 สาขาต่อปี เพื่อให้ถึงเป้าหมาย 150 สาขา ภายในปี 69 คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 18.00 บาท
BBL บล. เอเซียพลัส กล่าวว่า แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 159.00 บาท โดยสภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น ทำให้ต้นทุนการออก Bond กับใช้สินเชื่อธนาคาร ไม่แตกต่างมาก จึงคาดหมายการเบิกใช้สินเชื่อของลูกค้ารายใหญ่มากขึ้นบวกต่อ BBL ที่มีโครงสร้างสินเชื่อรายใหญ่สูงสุดในกลุ่มฯ อีกทั้งแนวโน้ม ROE ผ่านจุดต่ำสุด ทำให้ Valuation ปัจจุบันที่มี PBV ซื้อขาย 0.51 เท่า ถือว่าไม่แพง
KTB โดยบล. หยวนต้า(ประเทศไทย) กล่าวว่า แนะนำซื้อ มูลค่าพื้นฐานใหม่ที่ 21.00 บาท มองแนวโน้มธุรกิจของ KTB จะขยายตัวขึ้นได้ต่อเนื่อง รับผลบวกจากการปรับขึ้นดอกเบี้ย และความโดดเด่นในแง่ของคุณภาพสินทรัพย์ที่แข็งแรง นอกจากนี้ยังมีโอกาสในการเร่งขยายฐานลูกค้าผ่านช่องทาง Digital Platform “Krungthai NEXT” ที่มีความเชื่อมโยงกับ “เป๋าตัง” มากขึ้นเรื่อยๆ ให้มูลค่าพื้นฐานใหม่ปี 2566 ที่ 21 บาท และคาดให้ Div. Yield อีก 4.3% จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ”
EA โดยบล. ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า EA เป็นผู้นำด้านพลังงานทางเลือกในไทย โดยดำเนินธุรกิจไบโอดีเซล และ โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน คาดบริษัทจะมีการเติบโตของกำไรที่ดี โดยเติบโต CAGR 14% ในปี 65-67 หนุนโดยผลดำเนินงานที่แข็งแกร่งของธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า(EV) ชอบ EA จากแนวโน้มการเติบโตของกำไรเป็นบวก และโอกาสการเติบโตที่ค่อนข้างสูงในธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า(EV) โดยเริ่มต้นบทวิเคราะห์ด้วยคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 100.00 บาท

