หุ้น MTC ตั้งแต่ต้นปีร่วง 37.45% โบรกฯเสียงแตกแนะนำทั้ง “ถือ” – “ซื้อ” หลังราคาหุ้นตอบรับข่าวลบไปมากแล้ว
หุ้นลิสซิ่งหรือสินเชื่อเช่าซื้อ เป็นกลุ่มธุรกิจที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัยด้วยการเติบโตของธุรกิจที่มีความหวือหวาในแต่ละปีตามความต้องการใช้ของกลุ่มลูกค้าหลักอย่างลูกค้ารายย่อยที่มีความต้องการใช้เงินด่วนฉุกเฉินหรือค่าใช้จ่ายในช่วงเทศกาลต่างๆ
แต่ในช่วงไม่สถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ก็ได้ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อโดยตรงจนทำให้ผลประกอบการต้องสะดุดไป แต่ความกังวลก็ยังคงสะท้อนมาถึงราคาหุ้นอย่างบริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC ที่ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 2 พ.ย.65) มีการปรับตัวลดลงถึง 37.45% หรือลงมาอยู่ที่ 36.75 บาท
ซึ่งมีนักลงทุนไม่น้อยตั้งคำถามและข้อสงสัยขึ้นว่า MTC นั้น จะยังน่าสนใจหรือพอที่จะเสี่ยงให้เข้าลงทุนได้อยู่หรือไม่ ในวันนี้ทาง Wealthy Thai จึงขอใช้โอกาสนี้พานักลงทุนไปหาคำตอบและคำแนะนำการลงทุนผ่านมุมมองผู้เชี่ยวชาญกันในครั้งนี้
โดยบทวิเคราะห์จากบล.โนมูระ พัฒนสิน ให้คำแนะนำ “ถือ” พร้อมกับปรับลดราคาเป้าหมายลงเป็น 36 บาทจากเดิม 53 บาท เนื่องจาก MTC ยังมีปัจจัยกดดันจากปัญหาคุณภาพสินทรัพย์ที่อัตราส่วนหนี้เสียต่อสินเชื่อรวมยังคงปรับระดับขึ้นต่อเนื่องเป็นผลมาจากบริษัทยังไม่สามารถจัดการได้และด้วยความแข็งแกร่งของการตั้งสำรองต่อพอร์ตหนี้เสียที่ลดลง
ขณะเดียวกันคาดการณ์กำไรสุทธิในไตรมาส 4/65 เติบโตจากช่วงเดียวกันปีก่อนแต่ทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า ด้วยปัจจัยสนับสนุนจากการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อรวม ทำให้รายได้ดอกเบี้ย (NII) และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายสำรองยังอยู่ระดับสูง เพราะความแข็งแกร่งของคุณภาพสินทรัพย์ลดลงและการตัดจำหนี้สูญที่เพิ่มขึ้น
จึงได้มีการปรับกำไรสุทธิปี 2566-2567 ลงปีละ -6% หรืออยู่ที่ 6,236 ล้านบาท และ 7,116 ล้านบาทตามลำดับ เพราะค่าใช้จ่ายสำรองที่สูงกว่าคาด โดยปรับต้นทุนเครดิตขึ้นเพราะคุณภาพสินทรัพย์ที่แย่ลงจากสภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ทำให้ลูกหนี้ความสามารถในการชำระหนี้ลดลงและการขยายสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ใหม่ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น
ฝากบทวิเคราะห์จากบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ให้คำแนะนำ “ซื้อ” และให้ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 47.50 บาท เนื่องจากราคาหุ้นที่ปรับลงมาได้สะท้อนปัจจัยลบต่างๆไปมาก แม้ว่าจะมีความกังวลต่อตัวเลข NPL ที่จะขยับขึ้น แต่คาดตั้งแต่ไตรมาส 4/65 บริษัทจะเริ่มคุมคุณภาพพอร์ตสินเชื่อได้ดีขึ้น
จากทั้งการชะลอปล่อยสินเชื่อที่มีความเสี่ยงสูงและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ ขณะที่ประเด็นเพดานดอกเบี้ยเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อ MTC เนื่องจากปัจจุบันมีการคิดอัตราดอกเบี้ยจากลูกค้าในระดับใกล้เคียงกับเพดานอยู่แล้ว
ซึ่งคาดการณ์กำไรสุทธิไตรมาส 3/65 จะอยู่ที่ 1,311 ล้านบาทเติบโตจากช่วงเดียวกันปีก่อน 9.2% แต่ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า 5% โดยคาดรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิจะปรับขึ้น 4.5%จากไตรมาสก่อนหน้าหลังพอร์ตสินเชื่อมีการเติบโตดีในระดับ 5.2% หลังมีจำนวนสาขาเพิ่มขึ้น และความต้องการใช้สินเชื่อจำนำทะเบียนรถเพื่อเสริมสภาพคล่องของลูกค้าในต่างจังหวัดยังสูง
ขณะที่บริษัทเริ่มชะลอการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อและสินเชื่อในกลุ่ม Buy now pay later เพื่อควบคุมความเสี่ยงของพอร์ต ส่วน NIM คาดลดลงเหลือ 15% จาก 15.4% ในไตรมาส 2/65 เนื่องจากต้นทุนทางการเงินเริ่มปรับขึ้นตามการออกหุ้นกู้ชุดใหม่เพื่อรองรับการขยายสินเชื่อในอนาคต
สำหรับรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยคาดปรับขึ้น 3.4% ซึ่งเป็นไปตามปริมาณธุรกรรมที่เพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกับขนาดของพอร์ตสินเชื่อ อย่างไรก็ดีคาดการตั้งสำรองของ MTC จะปรับขึ้นราว 20.8% จากไตรมาสก่อนหน้า หลัง NPL เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2/65 หลังลูกค้ารายได้น้อยได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น
จากการตั้งสำรองที่เร่งตัวขึ้นมากกว่าประมาณการเดิมทำให้เราปรับประมาณการกำไรสุทธิตั้งแต่ปี 2565 ลงเฉลี่ยปีละ 2.6% โดยเบื้องต้นคาดไตรมาส 4/65 จะเริ่มเห็นผลดำเนินงานที่ขยับขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า จากการตั้งสำรองที่ชะลอตัวลง หลังบริษัทปรับเพิ่มค่า Incentive ที่จ่ายให้กับพนักงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามหนี้
ประกอบกับเริ่มเห็นผลบวกจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและราคาอาหารที่ปรับตัวลงคาดทำให้ลูกหนี้รายได้น้อยเริ่มมีความสามารถในการชำระคืนหนี้สูงขึ้น ขณะที่ในแง่ของการปล่อยสินเชื่อคาดจะยังเร่งตัวขึ้นต่อเนื่อง จากทั้งพื้นที่บริการที่ขยายตัวและความต้องการสินเชื่อในต่างจังหวัดที่สูงขึ้น จึงคาดปี 2565 จะมีกำไรสุทธิ 5,443 ล้านบาทเติบโตจากปีก่อนหน้า 10.1% และในปี 2566 จะเติบโตได้ 22.7%จากปีก่อนหน้าหนุนด้วยการตั้งสำรองที่คาดจะผ่อนคลายลงต่อเนื่อง
