FETCO เชื่อฟันด์โฟลว์ยังไหลเข้าหุ้นไทย คาดช่วยดัน SET สิ้นปีนี้แตะ 1,685 จุด
FETCO เชื่อฟันด์โฟลว์ต่างชาติยังคงไหลเข้าตลาดหุ้นไทยต่อเนื่องหลังเป็นเฮฟเว่นจากตลาดพัฒนาแล้ว ซึ่งสนับสนุนให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยสิ้นปีนี้แตะ 1,685 จุด พร้อมเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 108.86 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 60.5%
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทยเปิดเผยว่า กระแสเงินลงทุนจากต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) จะยังคงไหลเข้าตลาดหุ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปีนี้ เนื่องด้วยตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยและนโยบายอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น
จึงทำให้นักลงทุนต่างชาติจัดสรรหรือโยกย้ายเงินลงทุนมายังตลาดหุ้นที่มีความปลอดภัยหรือตลาดที่ภาวะเศรษฐกิจพึ่งเริ่มฟื้นตัวซึ่งตลาดหุ้นไทยก็เป็นหนึ่งในกลุ่มดังกล่าว จึงเชื่อว่าจะยังคงดึงดูดเม็ดเงินฟันด์โฟลว์ได้และผลักดันให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยสิ้นปีนี้อยู่ที่ 1,685 จุด ซึ่งระหว่างทางนี้จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,585 – 1,709 จุด
ส่วนแนวโน้มฟันด์โฟลว์ในปี 2566 ยังค่อนข้างน่ากังวล เนื่องจากนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคการท่องเที่ยวให้จำนวนนักท่องเที่ยวกลับมาได้มากกว่าเป้า 18 ล้านคนและนโยบายกระตุ้นเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติในภาคเอกชน เพื่อให้นักลงทุนต่างชาติมีความสนใจและลดแรงขายออกของฟันด์โฟลว์ให้ไม่สูงเท่าที่คาดการณ์ไว้
ด้านดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 108.86 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 60.5% จากเดือนก่อนหน้าขึ้นมาอยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว”นักลงทุนมองว่าการฟื้นต้วของภาคท่องเที่ยวจะเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือความคาดหวังต่อการชะลอการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ สำหรับปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ ความไม่แน่นอนต่อนโยบายการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ FED รองลงมาคือ สถานการณ์เงินเฟ้อ และสถานการณ์โรคระบาด Covid-19
ส่วนความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคล กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศ ปรับขึ้นมาอยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” ในขณะที่ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศ ปรับขึ้นมาอยู่ในระดับ “ร้อนแรง”
หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดท่องเที่ยวและสันทนาการ (TOURISM) หมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ (PETRO)
ปัจจัยหนุนที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ การฟื้นต้วของภาคท่องเที่ยว ปัจจัยฉุดที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือความไม่แน่นอนต่อนโยบายการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ FED
ผลสำรวจ ณ เดือนตุลาคม 2565 รายกลุ่มนักลงทุนพบว่าความเชื่อมั่นนักลงทุนทุกกลุ่มปรับเพิ่มขึ้นโดย นักลงทุนบุคคลปรับเพิ่ม 46.7% อยู่ที่ระดับ 113.43 กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ปรับเพิ่มขึ้น 11.1% อยู่ที่ระดับ 111.11 กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศปรับเพิ่มขึ้น 14.7% อยู่ที่ระดับ 130.00 และกลุ่มนักลงทุนต่างชาติปรับเพิ่ม 150.0% อยู่ที่ระดับ 100.00
ในช่วงเดือนตุลาคม 2565 SET Index ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยมีปัจจัยหนุนจากอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอตัวความคาดหวังว่าเฟดจะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยแนวโน้มการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยวจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ปรับสูงขึ้นกว่าคาด รวมถึงการประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ของกลุ่มธนาคารซึ่งออกมาดีตามความคาดหมาย โดย SET Index ณ สิ้นเดือนตุลาคมปิดที่ 1,608.76 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.2% จากเดือนก่อนหน้า
ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิในเดือนตุลาคม 2565 กว่า 7,467 ล้านบาท โดยตลอดทั้งปี 2565 นักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อสุทธิเป็นมูลค่า 153,932 ล้านบาท ปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตามได้แก่ ความชัดเจนของนโยบายการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ความผันผวนในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน
ซึ่งส่งผลให้ธนาคารกลางในหลายประเทศต้องออกมาตรการแทรกแซงค่าเงิน โดยเฉพาะธนาคารกลางอังกฤษและญี่ปุ่น รวมถึงแนวโน้มการถดถอยของเศรษฐกิจโดยเฉพาะในกลุ่ม emerging market สถานการณ์เศรษฐกิจจีนที่ยังคงชะลอตัวจากนโยบาย Zero Covid และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่ยังคงยืดเยื้อ
ในส่วนของปัจจัยในประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ การชะลอตัวของภาคการส่งออก แนวโน้มการไหลเข้าของสินค้าจากประเทศจีนซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในไทยสถานการณ์เงินบาทอ่อนค่าและเงินสำรองต่างประเทศของไทยที่ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วซึ่งเป็นผลจากการที่เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น โดยมีปัจจัยหนุนที่น่าติดตามจากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศจากแรงหนุนของภาคการท่องเที่ยวซึ่งจะส่งผลดีต่อการจ้างงานและการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ
