SM เตรียมเทรด SET เดือนธ.ค. นี้ เล็งนำเงินขยายธุรกิจสินเชื่อ-นายหน้าประกัน กางแผน 4 ปีเพิ่มสาขาครอบคลุมจังหวัดสำคัญ
SM เตรียมประกาศราคาจองซื้อหุ้น IPO และเข้าเทรด SET เดือนธ.ค. นี้ พร้อมนำเงินต่อยอดธุรกิจสินเชื่อ-นายหน้าประกัน ฟาก “ชูศักดิ์” กรรมการผู้จัดการ คาดปี 65 ผลงานใกล้เคียงปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 102.94 ล้านบาท เหตุรับผลกระทบจาก COVID-19 ต่อเนื่อง มั่นใจปี 66 กลับมาเติบโตโดดเด่น
นางศิริพร เหล่ารัตนกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ 2 บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน ของบริษัท สตาร์ มันนี่ จำกัด (มหาชน) หรือ SM กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าในการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 300 ล้านหุ้น คิดเป็น 27.27% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ คาดจะประกาศราคาจองซื้อหุ้น IPO ได้ช่วงสัปดาห์ที่สองของเดือนธ.ค. 65 และจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้ภายในเดือนธ.ค. เช่นเดียวกัน
สำหรับวัตถุประสงค์ในการระดมทุนครั้งนี้ บริษัทจะนำไปใช้เพื่อขยายธุรกิจการให้บริการสินเชื่อทุกประเภท ขยายสาขา รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ธุรกิจนายหน้าประกันวินาศภัยหรือประกันชีวิต เป็นต้น รวมถึงชำระคืนเงินกู้ยืมบางส่วนจากสถาบันการเงิน และเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการ เพื่อรองรับการเติบโตของบริษัทในอนาคต
ส่วนผลการดำเนินงานของบริษัท มาจากทั้งธุรกิจจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าและธุรกิจปล่อยสินเชื่อ โดยมีรายได้จากการขายและรายได้ดอกเบี้ยที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้อยู่ในช่วงภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวน โดยผลประกอบการงวด 6 เดือนแรกของปี 2565 มีรายได้รวมจำนวน 717.81 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.19% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ซึ่งการเพิ่มขึ้นหลักๆ มาจากรายได้จากการขายสินค้าประเภทโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ที่มีความต้องการของตลาดสูงขึ้น สอดรับแนวโน้มการใช้เทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้น การทำงานหรือเรียนออนไลน์ รวมถึงมีการเปิดตัวโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ และการขยายช่องทางการขายไปยังสาขา Express ซึ่งการขายจะเน้นแบบผ่อนชำระ ส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยตามสัญญาเช่าซื้อเพิ่มขึ้น
อีกทั้งอัตรากำไรขั้นต้นปรับสูงขึ้น เนื่องจากสินค้าประเภทโทรศัพท์มือถือมีอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงกว่าสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 60.80 ล้านบาท ใกล้เคียงงวดเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการบริหารในส่วนของพนักงานเพิ่มขึ้นจากการขยายสาขา และมีต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจากการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน เพื่อมาขยายพอร์ตสินเชื่อ ณ 30 มิถุนายน 2565 บริษัทมีสาขาทั้งสิ้น 91 สาขา ครอบคลุมจังหวัดภาคตะวันออก และมีสาขาในจ.อุดรธานี และจ.นครราชสีมา
โดยบริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่สม่ำเสมอ โดย 6 แรกเดือนปี 2565 มีอัตรากำไรขั้นต้นจากการขาย 14.91% ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย 18.47% อัตรากำไรสุทธิเท่ากับ 8.5% และ ROE เท่ากับ 24.6%
ด้านนายชูศักดิ์ วิวัฒน์วงศ์เกษม กรรมการผู้จัดการ บริษัท สตาร์ มันนี่ จำกัด (มหาชน) หรือ SM กล่าวว่า วางเป้าหมายการดำเนินธุรกิจในอีก 4 ปีข้างหน้า ระหว่างปี 2565 – 2568 โดยจะพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์สินเชื่อทางการเงินใหม่ๆ และหลากหลาย พร้อมทั้งขยายสาขาให้ครอบคลุมพื้นที่ให้บริการตามจังหวัดที่สำคัญของประเทศ และตั้งเป้าหมายที่จะกำกับดูแลบริหารความเสี่ยงอย่างระมัดระวังให้มีประสิทธิผลมากขึ้น และใช้รูปแบบการทำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จของบริษัทฯ ในภาคตะวันออกเป็นต้นแบบการดำเนินธุรกิจ
ขณะที่แนวโน้มการดำเนินงานในปี 2565 บริษัทคาดว่าผลประกอบการจะใกล้เคียงกับปีก่อนที่มีรายได้ 1,239.8 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 102.94 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทยังได้รับผลกระทบจากการระบาดของ Covid-19 ต่อเนื่องจากปี 2564 เบื้องต้นประเมินว่าปี 2566 ผลประกอบการจะกลับมาเติบโตมากกว่าปีผ่านมา จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว ปัจจัยหนุนจากโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งบริษัทยังเน้นการขยายสาขาในพื้นที่ดังกล่าวเป็นหลัก และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไปของธนาคารแห่งประเทศไทย
ปัจจุบันบริษัทมีลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อและลูกหนี้ตามสัญญากู้ยืมรวม 2,074 ล้านบาท ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ณ สิ้นไตรมาส 2/65 อยู่ที่ระดับ 3.7% โดยแนวโน้มลูกหนี้ Stage 3 หรือลูกหนี้ในกลุ่ม NPL ณ สิ้นไตรมาส 2/65 อยู่ที่ 3.65% ซึ่งปรับตัวลดลง ทำให้บริษัทมีอัตราส่วนค่าเผื่ผลขาดทุนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อลูกหนี้ (ECL) ต่อ NPL อยู่ที่ 163% ซึ่งปรับตัวลดลงเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ บริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินต่อผู้ถือหุ้น (D/E) สิ้นไตรมาส 2/65 อยู่ที่ 4.3 เท่า สูงขึ้นจากสิ้นปี 2564 ที่ระดับ 3.5 เท่า เนื่องจากในเดือนเม.ย. 65 บริษัทมีการจ่ายปันผลประจำปีทำให้สัดส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง ส่งผลให้อัตราส่วน D/E ปรับตัวสูงขึ้น
