Official Update :

ดีหรือร้าย! จับตาราคาน้ำมันดิบต่ำสุดรอบ 11 เดือน โบรกฯ มอง PTT-PTTEP กระทบระยะสั้น

ราคาน้ำมันดิบถือเป็นต้นทุนต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาราคาน้ำมันก็ได้มีการปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องจนแตะระดับต่ำสุดในรอบ 11 เดือน อย่างไรก็ดีเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวขึ้นรับข่าวดีที่ผู้ส่งออกน้ำมันจะปรับลดกำลังการผลิต


แต่สิ่งที่นักลงทุนหลายคนจับตามองก็คงไม่พ้นว่าสัญญาณดังกล่าวจะเป็นปัจจัยลบหรือปัจจัยบวกให้แก่บริษัทจดทะเบียนโดยเฉพาะในประเทศไทย ซึ่งในวันนี้ทาง Wealthy Thai ก็จะขอพานักลงทุนไปไขข้อสงสัยและมุมมองการลงทุนผ่านผู้เชี่ยวชาญกันในครั้งนี้


โดยนักวิเคราะห์จากบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ให้มุมมองว่าสัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนม.ค. เพิ่มขึ้น 96 เซนต์ หรือ 1.26% ปิดที่ 77.24 ดอลลาร์/บาร์เรล โดยได้แรงหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่า กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และพันธมิตร (โอเปกพลัส) จะปรับลดกำลังผลิตน้ำมันลงอีกในการประชุมวันที่ 4 ธ.ค.


ทำให้นักลงทุนจับตาการเจรจาของสหภาพยุโรป (EU) เกี่ยวกับการกำหนดเพดานราคาน้ำมันรัสเซียในกรอบ 65-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งขณะนี้ยังคงไม่สามารถบรรลุข้อตกลง และคาดว่าจะมีการเจรจาต่อไปในสัปดาห์นี้ก่อนที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 5 ธ.ค.


ขณะเดียวกันราคาถ่านหินปรับขึ้น 5% เมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า จากรายงานว่าการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน – ก๊าซธรรมชาติของฝรั่งเศสล่าสุดอยู่สูงกว่า 10 GW ใกล้เคียงจุดสูงสุดรอบ 5 ปี ซึ่งมาจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งชดเชยการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์และการส่งออกไฟฟ้าที่อังกฤษ


ส่วนราคาน้ำมันฟื้นตัวหลังปรับลงต่อเนื่องในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาอยู่ระดับต่ำสุดรอบ 11 เดือน หนุนจากความคาดหวัง OPEC อาจปรับลดปริมาณผลิตในการประชุมวันที่ 4 ธ.ค.นี้


อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นพลังงานในสหรัฐฯ – ยุโรปปรับตัวลงและสถานการณ์ราคาพลังงานยังอ่อนแอ กดดันจากการแพร่ระบาดรุนแรงในจีน โดยพบตัวเลขผู้ติดเชื้อระดับ 4 หมื่นรายทำระดับสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง รวมทั้งการประท้วงไม่พอใจต่อมาตรการควบคุม ส่งผลให้ตลาดกังวลต่ออุปสงค์น้ำมันในอนาคต นอกจากนี้ ดอลลาร์ยังแข็งค่า และการหารือมาตรการกำหนดเพดานราคาน้ำมันดิบทางทะเลรัสเซียของ G7 ครั้งที่ 3 ซึ่งกำหนดเริ่มใช้วันที่ 5 ธ.ค.ยังไม่ได้ข้อสรุป


จึงมองว่าหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ยังมีความเสี่ยงจากสถานการณ์แพร่ระบาดในประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้ใช้น้ำมันสูงอันดับ 2 ของโลกและเป็นผู้ใช้ปิโตรเคมีสัดส่วน 30-40% ของโลก ระยะสั้นแนะนำระมัดระวัง หุ้นพลังงานโดยเฉพาะหุ้นน้ำมันอย่าง PTTEP PTT ขณะที่เป็นบวกต่อหุ้นใช้พลังงานเป็นเชื้อเพลิง เช่น โรงไฟฟ้า GPSC


โดยคาดการณ์ผลประกอบการของ PTTEP ในไตรมาส 4/65 จะยังแข็งแกร่ง ขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากประเมินว่ายอดขายจะสูงขึ้นเป็นระดับ 5 แสนบาร์เรล์ และราคาขายเฉลี่ยจะได้รับปัจจัยหนุนจากการปรับเพิ่มสัญญาราคาขายก๊าซธรรมชาติเป็น 6.8 เหรียญสหรัญฯต่อ MMBTU


แต่ระยะสั้นหุ้นอาจได้รับเซนติเมนท์บวกจากผลประกอบการที่ดีกว่าคาด กรณีราคาน้ำมันกลับมามีเสถียรภาพสามารถเก็งกำไรระยะสั้นตามทิศทางราคาน้ำมันดิบได้  จึงยังคงมุมมองเป็นกลางและคำแนะนำ เก็งกำไร ราคาเหมาะสม 176.00 บาท เนื่องจากมองว่าโมเมนตัมกำไรและทิศทางราคาน้ำมันในปี 2566 จะเริ่มชะลอตัว โดยประมาณการกำไรสุทธิปี 2565 – 2566 ที่ 7.2-7.3 หมื่นล้านบาท


ส่วน PTT คาดผลประกอบการไตรมาส 4/65 จะฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนหน้า ด้วยต้นทุนก๊าซต่ำลง ขณะที่อัตราใช้กำลังผลิตของโรงแยกก๊าซสูงขึ้นตามปริมาณก๊าซในอ่าว  และธุรกิจการกลั่น - ปิโตรเคมีปรับตัวดีขึ้นเพราะขาดทุนสต็อกน้ำมันไม่สูงเท่าไตรมาส 3/65 จึงคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2565 ที่ 1.1 แสนล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 4%


อย่างไรก็ดีผลประกอบการยังไม่เด่น ด้วยปัจจัยถ่วงจากเงินสนับสนุนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 2 พันล้านบาท  ,ผลกระทบจากการปรับโครงสร้างค่าผ่านท่อเต็มไตรมาส(คาดกระทบเพิ่ม 1 พันล้านบาท) ,โอกาสบันทึกขาดทุนจากการจำหน่ายธุรกิจถ่านหิน และธุรกิจ NGV ยังอ่อนแอและขาดทุนสูงเพราะนโยบายช่วยเหลือภาคประชาชน


แม้ว่ามูลค่าหุ้นจะยังไม่แพง แต่ PTTEP BANPU เป็นตัวแทนการลงทุนหุ้นต้นสินค้าโภคภัณฑ์น่าสนใจกว่า เพราะไม่ถูกกดดันจากความเสี่ยงเชิงนโยบาย และประกอบกับรายงานผลประกอบการไตรมาส 3/65 ไม่เด่น ทำให้หุ้นยังไม่มีตัวเร่งให้เข้าลงทุน ซึ่งนักลงทุนที่สนใจแนะนำ เก็งกำไร คงราคาเหมาะสม 42.00 บาท


สุดท้าย GPSC ประเมินผลประกอบการไตรมาส 4/65 จะเริ่มเห็นจุดเปลี่ยนคาดกำไรเติบโตจากไตรมาสก่อนหน้าเป็นจุดสูงสุดของปีหนุนจากการรับรู้ค่า Ft สูงขึ้นเต็มไตรมาส, โรงไฟฟ้าหยุดซ่อมบำรุงลดลง,ต้นทุนเชื้อเพลิงประคองตัว - ลดลงและรับรู้เงินเคลมประกันภัย 20-30 ล้านเหรียญฯ


มองข้ามไปปี 2566 ผลประกอบการจะฟื้นตัวได้ดีคาดกำไร 5.7 พันล้านบาท หรือเติบโตจากปีก่อนหน้า 91% (ปี 2565 จะอยู่ที่ 2.97 พันล้านบาท) เพราะอัตรากำไรการจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรม (IU) ของโรงไฟฟ้า SPP ทยอยฟื้นตัว ขณะที่ต้นทุนเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติและถ่านหินไม่สูงเท่าปี 65


หุ้นยังมีความน่าสนใจจากโครงสร้างธุรกิจปลอดภัยได้รับผลกระทบจำกัดจากภาวะเศรษฐกิจที่มีโอกาสผันผวนในปีหน้าและทิศทางผลตอบแทนพันธบัตรใกล้ทำระดับสูงสุด ซึ่งการปรับตัวลงของผลตอบแทนพันธบัตรจะทำให้มูลค่าของหุ้นโรงไฟฟ้ามี Premium สูงขึ้น จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 72.00 บาท


กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดา

นักข่าวเลือดใหม่ “สายกองทุน” ที่พร้อมจะนำเสนอข้อมูล ข่าวสาร สาระที่เป็นประโยชน์ มีสีสัน สนุกและเข้าใจง่าย ตอบโจทย์นักลงทุนทุก Generation ให้เข้าถึงโลกของการลงทุนได้อย่างเท่าเทียม