Official Update :

5 หุ้น กลุ่มโรงแรมคึกคักเตรียม เปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง

ภาพรวมของการท่องเที่ยวในประเทศและและต่างประเทศเริ่มจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาแล้ว หลังจากที่ผู้ผลิตวัคซีนชั้นนำของโลก ได้มีการกระจายวัคซีนป้องกันโควิด19 อย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ขณะนี้ ยอดผู้ติดเชื้อรวมกันทั่วโลกเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งตัวเลขที่เห็นเด่นชัดของยอดผู้ติดเชื้อใหม่ที่ลดลงคือ จากสหรัฐที่มียอดผู้ติดเชื้อเฉลี่ยรายวันลดต่ำลงเรื่อยๆ


ดังนั้นภาพรวมจึงส่งผลต่อหุ้นในกลุ่มท่องเที่ยวโดยเฉพาะกลุ่มโรงแรมที่ตอบรับเป็นเชิงบวก ถึงแม้จะเป็นแค่ sentiment แต่ในเชิงพื้นฐานของหุ้นถือว่ายังมีพื้นฐานที่ดี แต่ได้รับผลกระทบแค่ช่วงสั้นจากวิกฤตที่เกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตามในอนาคตถัดไปหลังจากที่อะไรๆต่างฟื้นตัวขึ้น ภาพของการเดินทางกิจกรรมธุรกิจ หรือการท่องเที่ยวกลับมาเชื่อว่าหุ้นในกลุ่มโรงแรมก็จะสามารถกลับมายืนอยู่ในระดับต้นๆแถวหน้าของตลาดหุ้นไทยได้อีกครั้ง สาเหตุหลัก และที่เป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยแก้ไขประตูการท่องเที่ยวให้เปิดได้ก็คือ "วัคซีนต้านโควิด"


ประเด็นที่เป็นบวกส่วนหนึ่งมาจากกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โพสต์ข้อความผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊กว่า "ผู้แทนบริษัทจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน มานำเสนอวัคซีนโควิด-19 ของจอห์นสันแอนด์จอห์สัน ซึ่งอยู่ระหว่างการประสานงานกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อขอขึ้นทะเบียนผู้แทน โดยบริษัทแจ้งว่านโยบายของบริษัทคือจะผลิตวัคซีน เพื่อช่วยรัฐบาลทุกประเทศควบคุมการระบาด จึงจะจำหน่ายราคาถูก ราคาทุน ไม่แสวงหากำไร และ ไม่มีนโยบายขายวัคซีนเชิงพาณิชย์ให้ภาคเอกชน แต่ขณะนี้กระบวนการขึ้นทะเบียนยังไม่แล้วเสร็จ และบริษัทคาดว่าหากรัฐบาลไทยสั่งซื้อ จะส่งวัคซีนได้ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้กระทรวงสาธารณสุข ขอให้บริษัทส่งข้อเสนอ ราคา และระยะเวลาจัดส่ง อย่างเป็นทางการ มาเพื่อพิจารณาโดยเร็ว"


อย่างที่ใครๆหลายคนคงจะทราบกันดีว่าวัคซีนของค่ายไบโอเอ็นเทค-ไฟเซอร์ ที่สามารถผลิตได้เป็นเจ้าแรกๆ นั้นต้องใช้การฉีดถึง 2 โดสต่อ 1 บุคคล รวมถึงเจ้าอื่นๆก็จะเป็นลักษณะแบบเดียวกัน แต่วัคซีนที่จะมาถึงนี้ของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ชูมาตรฐานว่าสามารถใช้โดสเดียวก็เพียงพอ สามารถป้องกันวัคซีนได้ดีกว่าของค่ายอื่นๆ


กลุ่มหุ้นท่องเที่ยวโดยเฉพาะโรงแรมที่จะได้รับประโยชน์ดังกล่าวประกอบด้วย บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL  บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW และบริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR


โดย 5 หุ้นดังกล่าวราคาทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นตอบรับกระแสข่าวเชิงบวกจากยอดผู้ติดเชื้อที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตามหลายคนคนจะต้องยอมรับกับผลประกอบของปี 63 ที่จะออกมาแย่ แต่จะเริ่มมีกำไรตั้งแต่ในช่วงครึ่งหลังของปี 64 เป็นต้นไป ขณะเดียวกันเมื่อถึงเวลาซื้อหุ้นมักจะมีคนบอกเสมอว่า “เวลาจะซื้อหุ้นต้องซื้อตอนที่หุ้นมันลง” ประโยชน์นี้น่าจะใช้ได้กับหุ้นในกลุ่มโรงแรม ณ ขณะนี้



MINT เรลลี่ยาว 6 วันรวด


สำหรับรายละเอียดมุมพื้นฐานของแต่ละตัวนั้นจะเป็นอย่างไร Wealthy Thai จะพาไปดู เริ่มที่ MINT ย้อนหลังในช่วง ที่ผ่านมา 6 วันทำการล่าสุดราคาปรับเพิ่มขึ้นจาก 25 บาทสู่ระดับ 30 บาทต่อหุ้น ตอบรับกระแสข่าวเชิงบวกจากการมาของวัคซีนโควิด19 ที่ภาพการท่องเที่ยวจะฟื้นตัว


บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด คาด MINT รายงานขาดทุนสุทธิไตรมาส 4/63 ที่ 5.46 พันล้านบาท เป็นการขาดทุนสุทธิที่ลดลงจาก 3Q63 ที่ 5.60 พันล้านบาท (3Q63 ขาดทุนปกติที่ 4.8 พันล้านบาท) และจากที่กำไร 3.77 พันล้านบาทใน ไตรมาส4/62 โดยคาดว่าจะมีรายได้รวมอยู่ที่ 1.28 หมื่นล้านบาท ปรับตัวลดลง 11% จากไตรมาสก่อน และลดลง 59% จากปีก่อนทั้งนี้ในปี 63 MINT จะมีผลขาดทุนสุทธิที่ 2.12 หมื่นล้านบาท


ยังคงแนะนำ ถือ ที่ราคาเป้าหมายใหม่ 23.95 บาทอิงผลประกอบการปี 64 ธุรกิจกลุ่มท่องเที่ยวจะยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับสู่ระดับปี 62 ได้ และการระบาดของ COVID-19 ในหลายประเทศส่งผลให้การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายสะดุด แต่กลุ่มร้านอาหารคาดว่าจะสามารถฟื้นตัวได้รวดเร็ว จึงสามารถช่วยเสริมผลประกอบการให้แกร่งขึ้น



CENTEL  รอมาตรการพิเศษกระตุ้น


ย้อนหลังในช่วง 6 วันทำการราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้นกว่า 24% โดยทำราคาต่ำสุดที่ 24.90 บาท และราคาขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 29.50 บาทต่อหุ้น CENTEL เป็นอีกหนึ่งหุ้นในกลุ่มธุรกิจโรงแรมถึงแม้จะมีโรงแรมในต่างประเทศไม่เยอะ แต่การที่นักท่องเที่ยวขาดหายไปจากการท่องเที่ยวในประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบในจุดนี้ เชื่อว่าหากการท่องเที่ยวฟื้นตัว CENTEL ก็จะสามารถขยับขึ้นมายืนแถวหน้าให้บริการได้


โดยบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า(ประเทศไทย) จำกัด มองว่า ผลการดำเนินงานปกติไตรมาส 4/63 ขาดทุน 521 ล้านบาท ดีขึ้นจากขาดทุนปกติ 785 ล้านบาทในไตรมาส3/63 แต่อ่อนแอลงเทียบกับขาดทุนในไตรมาส2/63 ที่ 465 ล้านบาท ซึ่งธุรกิจอาหารยอดขายสาขาเดิมลดลง18% ดีขึ้นเล็กน้อย มาร์จิ้นธุรกิจอาหารยังไม่เด่นเพราะการทำโปรโมชั่นจำนวนมาก ขณะที่ธุรกิจโรงแรมอัตราการพักคาดที่ 28% อย่างไรก็ดีค่าใช้จ่าย SG&A คาดที่ 1.5 พันล้านบาท คาดปี 64 ขาดทุน 753 ล้านบาท และปี 65 กำไร 1.2 พันล้านบาท แนะนำ ราคาเหมาะสม 31.10 บาท อาจได้แรงกระตุ้นพิเศษหากภาครัฐกระตุ้นการท่องเที่ยวรอบใหญ่ในครึ่งหลังปี 64



AWC ราคาเริ่มฟื้นตัว


ช่วง 6 วันทำการที่ผ่านมา หลังจากมีข่าวว่าทาง จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ขออนุญาตจะนำวัคซีนโควิดมาจำหน่ายในประเทศไทย ราคาหุ้นก็ดีดขึ้นตัวในแดนบวกสลับกับลบ แต่ในช่วงภาพรวมถือว่ายังอยู่ในทิศทางที่ดี โดยราคาหุ้นเฉลี่ย 5 วันทำการราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 10.% โดยต่ำสุดที่ 4.54 บาทและสุงสุด 5.10 บาท


บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่า AWC มีโรงแรม 17 แห่ง หรือรวม 4968 ห้อง ในปี 63  และในอนาคตจะมีเพิ่มอีก 8 โรงแรม หรือ 3000 ห้อง โดยแผนระยะยาว ทั้งใน กทม. พัทยา หัวหิน และ เชียงใหม่ สำหรับในปี 64 จะให้ความสำคัญกับการซื้อกิจการ มากกว่าการสร้างโรงแรมใหม่ ซึ่งบริษัทตั้งเป้าหมายที่จะซื้อให้ได้ในราคา 50% เทียบกับมูลค่าทดแทนของสินทรัพย์ ซึ่งเราประเมินว่าบริษัทมีศักยภาพที่จะซื้อโรงแรมเพิ่มได้ถึง 6000 ห้อง 


โดยพื้นฐานแล้วยังคงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 5.80 บาท (ปรับเพิ่มจาก 4 บาท จากการปรับ terminal growth ขึ้นจาก 2.0% เป็น 3.5% เพราะรวมการเติบโตแบบ inorganic หรือการเติบโตแบบไม่ปกติ หรือการเติบโตแบบทางลัด เข้ามา



ERW ลุ้น Hop Inn ช่วยฟื้นตัว


6 วันทำการย้อนหลังไปราคาหุ้น ERW ปรับตัวเพิ่มขึ้นไม่แพ้ๆเพื่อนๆในกลุ่มท่องเที่ยวโรงแรม โดยภาพรวมราคาหุ้นดีดขึ้นไปกว่า 22% ซึ่งทำราคาต่ำสุดที่ 3.48 บาทต่อหุ้น และทำจุดสูงสุดที่ 4.28 บาทต่อหุ้น ราคาหุ้นตอบรับภาพรวมของการจะกลับมาฟื้นตัวจากการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี


บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า(ประเทศไทย) จำกัด คาดผลการดำเนินงานปกติไตรมาส 4/63 ขาดทุนที่ 385 ล้านบาท แต่ดีขึ้นจากขาดทุนปกติ 514 ล้านบาทในไตรมาส3/63 จากอัตราการเข้าพักของโรงแรมที่ 29% เพิ่มขึ้นจากไตรมาส3/63 หนุนจากโรงแรมพื้นที่ต่างจังหวัดที่สามารถขับรถไปถึง


รวมถึงโรงแรมกลุ่ม Hop Inn ในประเทศมีการฟื้นตัวที่ดีมี โดยอัตราการเข้าพักอยู่ที่ 30-40% นอกจากนี้ธุรกิจอาหารในโรงแรมที่ได้ผลบวกจากการจัดโปรโมชั่นลดราคาและเทศกาลฉลองปีใหม่หนุนรายได้อาหารในโรงแรมในไตรมาส4/63 คาดปี 64 ขาดทุน 956 ล้านบาท ปี 65 กำไร 220 ล้านบาท แนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” ราคาเหมาะสมที่ 3.80 บาท



SHR  หวังยุโรปช่วยฟื้นตัว


ราคาหุ้นบวกไปพร้อมๆกับเพื่อนๆในกลุ่ม โดยย้อนหลัง 6 วันทำการราคาหุ้นเพิ่มกว่า 16% โดย SHR เป็นอีกหนึ่งผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมที่มีจำนวนห้องพักส่วนใหญ่อยู่ในต่างประเทศเกือบจะทั้งหมด และหลักๆแล้วอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งขณะนี้เองยอดผู้ติดเชื้อ ก็ทยอยปรับลดลงเพราะว่าได้รับการฉีดวัคซีนกันไปแล้ว


นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า(ประเทศไทย) จำกัด คาดว่าไตรมาส4/63 จะขาดทุนปกติที่ 461 ล้านบาท ดีขึ้นจากขาดทุนปกติ 600 ล้านบาทในไตรมาส 3/63 และขาดทุน 811 ล้านบาทในไตรมาส2/63 ซึ่งโรงแรมใน Maldives ฟื้นตัวเด่นด้วยอัตราการเข้าพักเฉลี่ยที่ 42% โดยในเดือนธ.ค.63 ทำ อัตราการเข้าพักได้ถึง 63% เทียบกับ 15% ในเดือน ก.ย.63 ขณะที่ส่วนแบ่งจากโรงแรมในสหราชอาณาจักร คาดขาดทุน 5 ล้านบาท ได้รับผลกระทบคล้ายกรณีของ MINT ในยุโรป เช่นเดียวกับโรงแรมตามเกาะในไทยที่พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติยังอ่อนแอ คาดปี 64 ขาดทุน 827 ล้านบาท ปี 2565 กำไร 137 ล้านบาท โดยกำหนดคำแนะนำ “ซื้อ” ราคา 3.10 บาทต่อหุ้น



Maratronman