Official Update :

BPP ภาพเหมือน DELTA สถาบันอาจจะต้องมีการปรับน้ำหนัก

หุ้นโรงไฟฟ้ายังมีกระแสตอบรับที่ดีจากนักลงทุนเสมอมา เพราะถือว่าเป็นหุ้นที่ Defensive แม้จะมีภาวะเศรษฐกิจไม่ดี หรือการระบาดของ COVID-19 อีกครั้ง แต่ก็ยังได้รับผลกระทบจำกัด เนื่องจากมีสัญญาการซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับลูกค้า และหนึ่งหุ้นโรงไฟฟ้าที่น่าจับตาก็ยังมีหลายๆตัว แต่ครั้งนี้ทีมข่าวขอหยิบยก บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP มานำเสนอ


BPP เป็นบริษัทย่อยของ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU โดย ณ วันที่ 11 ก.ย. 2563 มีสัดส่วนการถือครองหุ้น BPP ที่ระดับ 78.57% ซึ่ง BPP ถือเป็นผู้ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ที่ประกอบธุรกิจหลักด้านการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง


โดยปัจจุบัน BPP มีรายได้หลักมาจากการลงทุนในโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานที่ใช้แล้วหมดไป (Conventional power generation) และได้มีการขยายการลงทุนไปยังโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable power generation) โดยลงทุนในโรงไฟฟ้าหลากหลายรูปแบบและในหลายประเทศ เช่น ประเทศไทย ประเทศลาว ประเทศจีน และประเทศญี่ปุ่น


อย่างไรก็ตามการเติบโตของ BPP นับจากนี้จะไม่ได้มีเพียงโรงไฟฟ้าเท่านั้น เพราะหนึ่งในธุรกิจที่น่าจับตา คือ ธุรกิจแบตเตอรี่ และรถไฟฟ้า ล่าสุดนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า(ประเทศไทย) จำกัด อออกมาบอกว่า BPP ปัจจุบันเล่น Theme แบตเตอรี่ ซึ่งนักลงทุนไม่ได้เล่น Theme โรงไฟฟ้าทั่วไป หลังจากก่อนหน้านี้นักลงทุนอาจจะนึกไม่ถึง เพราะนักลงทุนไปลงทุนใน EA และ GPSC ซึ่งเหลือเพียง BPP ที่เป็นหุ้นโรงไฟฟ้าและแบตเตอรี่ มี P/E เพียง 10 เท่ากลางๆ


ดังนั้นถ้ามองในแง่การถือหุ้นของนักลงทุนสถาบันแล้ว ปัจจุบันทาง BPP มีมาร์เก็ตแคปกว่า 5.6 หมื่นล้านบาท ถ้าราคาหุ้นทรงตัวระดับนี้ หรือไต่ระดับขึ้นไปจะมีโอกาสเข้าคำนวณในดัชนี SET50 รอบหน้าอีกด้วย ที่จะประกาศช่วงกลางเดือนมิถุนายนนี้



สถาบันอาจมีการปรับน้ำหนัก


แต่สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นของ BPP ให้นักลงทุนมองภาพเหมือน DELTA แม้อาจะไม่ได้แรงเหมือน DELTA ซึ่ง BPP มี free float ไม่ได้เยอะมากเท่าไหร่นัก  หากเข้า SET50 แน่นอนว่านักลงทุนสถาบันอาจจะต้องมีการปรับน้ำหนัก เพราะทางพื้นฐาน มีโรงไฟฟ้ามีผลตอบแทนสูง มีประเด็นแบตเตอรี่อีกด้วย


จึงเชื่อว่าปัจจุบัน BPP น่าจะเข้าสู่สายตาของนักลงทุนสถาบันแล้วด้วย ซึ่งจะส่งให้หากหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น ก็ยิ่งจะมีแรงซื้อมากขึ้น โดย BPP มีหลายประเด็นที่น่ามอง ทั้ง แบตเตอรี่ dividend yield ดี โดยปี 2564 กำไรยังมีโอกาสเติบโตได้ดีอีกด้วย เพราะโรงไฟฟ้าหงสาไม่ได้หยุดดำเนินการรวมทั้งโรงไฟฟ้าในจีนจะเริ่มจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบในช่วงไตรมาส 1-2/64 อีกด้วย


ขณะที่บริษัท Banpu NEXT ซึ่งเป็นบริษัทร่วมค้าระหว่าง  BPP  และ BANPU ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานและเทคโนโลยีพลังงานที่มีโอกาสเติบโตสูง และได้มีการเข้าไปถือหุ้น 47.7% ในบริษัท DuraPower ซึ่งเป็นบริษัทผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถ EV ขนาดใหญ่รวมถึง Energy Storage โดย DuraPower มีฐานลูกค้าในยุโรปและจีน ซึ่งมีอัตราการเติบโตของรถ EV ขนาดใหญ่ในระดับสูง และมีแผนในการเพิ่มกำลังการผลิตจากเดิม 1.0GWh เป็น 3.0GWh ภายในปี 2568 เพื่อตอบสนองความต้องการผลิตภัณฑ์ของบริษัทในอนาคต


ผลกำไรของ  BPP  มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 12.5%ต่อปี ตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปี 2566 จากการ COD โรงไฟฟ้าในจีน ญี่ปุ่นและเวียดนาม ซึ่งทำให้กำลังผลิตไฟฟ้าที่จ่ายไฟแล้วขยายตัวจาก 2.2 GWe ในปี 2562 เป็น 2.7 GWe โดยคาดกำไรปกติปี 2563 -  ที่ 3,364 ล้านบาท (+5.4% YoY) และปี 2564ที่ 3,912 ล้านบาท (+16.3% YoY) โดยได้แรงหนุนจากการ COD โรงไฟฟ้าเพิ่มเติม 7 โครงการ ในช่วงไตรมาส 4/63-4/64 ทำให้กำลังผลิตไฟฟ้าขยายตัวเพิ่ม 461.0 MWe ประกอบไปด้วย


1.โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน Shanxi Lu Guang (SLG) มีกำลังผลิต 396.0MWe 2.โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในญี่ปุ่น 5 โครงการ กำลังผลิตไฟฟ้า 31.5MWe และ 3.โครงการโรงไฟฟ้าพลังลม Soc Trang Phase 1 ในเวียดนาม มีกำลังผลิตไฟฟ้า 15.0MWe


นอกจากนี้การเข้าซื้อโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม El Wind Mui Dinh ในเวียดนามขนาด 18.8 MWe ในช่วงไตรมาส 3/63 และการกลับมาจากการปิดปรับปรุงโครงการโรงไฟฟ้าหงสาบางส่วนในช่วงกลางไตรมาส 2/63- กลางไตรมาส 3/63 จะเป็นแรงหนุนการเติบโตของผลประกอบการปี 2564



โรงไฟฟ้าจาก 
Shale gas คือโอกาสครั้งใหม่


ในปี 2562 BANPU บริษัทแม่ ได้มีการเข้าซื้อหลุม Shale gas ในสหรัฐฯจึงทำให้  BPP  เริ่มศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการโรงไฟฟ้าจาก Shale gas ในสหรัฐฯ โดยโรงไฟฟ้าจาก Shale gas ขนาดปกติจะมีกำลังผลิตราว 600-800 MW ซึ่งเมื่อเทียบกับกำลังผลิตปัจจุบันของ  BPP  แสดงให้เห็นว่า หากโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจริงจะเป็นการเพิ่มกำลังผลิตอย่างมีนัยยะ


นอกจากนี้โรงไฟฟ้าจาก Shale gas ยังมีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในการดำเนินการน้อยกว่าโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินอย่างชัดเจน โดยการผลิตไฟฟ้าจากแก๊สธรรมชาติมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องตามเทรนด์โลกที่ต้องการลด Carbon Footprint ลง คาดการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการจะชัดเจนในไตรมาส 1/64


ดังนั้นประเมินมูลค่า  BPP  ได้ราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2564 ที่ 21.20 บาทต่อหุ้น เริ่มต้นคำแนะนำ "ซื้อ" และราคาดังกล่าวยังมี Upside จากการเข้าไปลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าตามแผนการขยายกำลังผลิตของบริษัท  เนื่องจากโครงการที่ยังไม่มีสัญญาจำหน่ายไฟไม่ถูกนับรวมในประมาณการ



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”