“ไทยประกันชีวิต” ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยหลัก ESG ที่จะช่วยสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืน
ในโลกของการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันนี้ หัวใจหลักของการพัฒนาองค์กรต้องเติบโตควบคู่ไปกับการสร้างความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใน 3 ด้านหลัก คือ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือ ESG : Environment / Social / Governance เป็นของคู่กันที่แทบจะขาดจากกันไม่ได้ โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน
เช่นเดียวกับบริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ TLI ซึ่งได้ตระหนักถึงความสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับบริษัทฯ และสังคมไทย
โดยหลัก ESG ของไทยประกันชีวิตจะแตกต่างกับบริษัทประกันอย่างไร และจะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโต ภายใต้วิสัยทัศน์ที่จะมุ่งสู่การเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งความยั่งยืนได้อย่างไร รวมถึงทิศทางของอุตสาหกรรมจะตอบโจทย์ความยั่งยืนได้แค่ไหน และแนวโน้มกำไรของไทยประกันชีวิตจะเติบโตยั่งยืนได้เท่าไหร่ Wealthy Thai จะพาไปหาคำตอบ
หัวใจสำคัญด้าน ESG ของ “ไทยประกันชีวิต”
หัวใจสำคัญในการดำเนินงานด้าน ESG ของไทยประกันชีวิตที่กำหนดไว้ คือการส่งมอบคุณค่าแห่งความยั่งยืน ให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ประกอบด้วย 6 คุณค่าหลัก คือ 1.ส่งมอบคุณค่าให้ลูกค้า ผ่านการออกแบบผลิตภัณฑ์และการบริการที่สามารถให้คนไทยทุกคนได้เข้าถึงการประกันชีวิต และพัฒนาคุณภาพชีวิตในทุกระดับทุกชุมชนของสังคมไทย
2.ส่งมอบคุณค่าให้กับพนักงานและตัวแทนประกันชีวิตของบริษัทฯ มุ่งมั่นเสริมสร้างบุคลากรให้เป็นทั้งคนเก่งและคนดี และสามารถส่งมอบความรู้ด้านประกันชีวิต ประกันสุขภาพ การวางแผนทางการเงินให้กับชุมชนในสังคม
3.ส่งมอบคุณค่าให้คู่ค้าและพันธมิตร โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการคู่ค้าที่ครอบคลุมประเด็น ESG ในส่วนพันธมิตรให้ความสำคัญเรื่องของธรรมาภิบาล และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงสร้างสรรค์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการ เพื่อเป็นบริษัทประกันชีวิตที่คู่ค้าและพันธมิตรเลือก
4.ส่งมอบคุณค่าให้ผู้ถือหุ้นหรือนักลงทุน โดยส่งมอบผลตอบแทนการลงทุนที่ยั่งยืน และมีการจัดการบริหารความเสี่ยงที่ครอบคลุมประเด็น ESG
5.ส่งมอบคุณค่าให้กับหน่วยงานกำกับดูแล เป็นองค์กรที่ดำเนินธุรกิจอย่างรัดกุม มีการบูรณาการด้านธรรมาภิบาล สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยปฏิบัติตามกฎระเบียบต่างๆ ให้ความสำคัญเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคและความปลอดภัยของข้อมูล หรือ PDPA
และสุดท้ายคือ ส่งมอบคุณค่าของชีวิต คุณค่าแห่งความรัก และคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นแก่นของธุรกิจประกันชีวิตให้แก่สังคมไทยและคนไทย โดยบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคมให้แก่สังคมไทยและคนไทย
โอกาสของอุตสาหกรรมประกันชีวิตที่เติบโตระยะยาว
อุตสาหกรรมประกันชีวิตมีโอกาสจะเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว โดยข้อมูลจากมิลลิแมน ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเกี่ยวกับธุรกิจประกันภัย คาดการณ์เบี้ยประกันชีวิตรวมปี 2569 ของไทยจะอยู่ที่ 8.7 แสนล้านบาท เติบโต 7% ต่อปี (CAGR) สะท้อนจากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่จะเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว หนุนให้ผู้บริโภคหันมาซื้อประกันชีวิตมากขึ้น
รวมถึงแนวโน้มผู้บริโภคหันมาใส่ใจในการออมและสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะหลังเกิดการระบาดของโควิด-19 ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลสูง ส่งผลบวกต่อธุรกิจประกันชีวิตและประกันสุขภาพในระยะยาว รวมถึงอัตราการเข้าถึงประกันชีวิตของไทยต่ำเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว ทั้งนี้ มิลลิแมนได้คาดการณ์ว่าแนวโน้มอัตราการเข้าถึงประกันชีวิตในไทยปี 2569 จะทยอยปรับเพิ่มขึ้นมาที่ 4.2% ถือเป็นผลบวกต่อ TLI และอุตสาหกรรมประกันชีวิตไทย
ทิศทางกำไรสุทธิของ TLI เติบโตต่อเนื่อง
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด มองว่า หุ้น TLI เป็นบริษัทประกันชีวิตชั้นนำ ที่เป็นแบรนด์ไทยและก่อตั้งโดยคนไทยที่ใหญ่สุดในประเทศไทย ซึ่งมีศักยภาพเติบโตในระยะยาว จากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยจะเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว
ประกอบกับแนวโน้มผู้บริโภคหันมาใส่ใจในการออมและสุขภาพมากขึ้น รวมถึงอัตราการเข้าถึงประกันชีวิตของไทยต่ำเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ ล้วนหนุน TLI และอุตสาหกรรมประกันชีวิตให้เติบโตในระยะยาว
พร้อมทั้งคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2565-67 ของ TLI จะเติบโต 28.6% จากปีก่อน และจะเติบโตขึ้นอีก 13% ในปี 2566 ส่วนในปี 2567 กำไรสุทธิจะเติบโตขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อนประมาณ 12.8% ซึ่งเป็นผลจากธุรกิจประกันชีวิตฟื้นตัวตามเศรษฐกิจ และธุรกิจลงทุนทยอยฟื้นตัวขึ้น ซึ่งได้รับอานิสงส์จากทิศทาง Bond Yields ขาขึ้น
อย่างไรก็ดี การที่ธุรกิจประกันชีวิตฟื้นตัว สอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และทาง TLI มีการขายที่เน้นกลยุทธ์ขายผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพการทำกำไรสูงต่อเนื่อง อาทิ ประกันชีวิตแบบ Unit Linked และประกันสุขภาพ
ขณะในเบื้องต้น คาดกำไรสุทธิงวดไตรมาส 4/2565 จะยังดีต่อเนื่องจากงวดไตรมาส 3/2565 และจะเติบโตสูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะแนวโน้มเบี้ยประกันภัยรับจะเติบโตตามฤดูกาล ดังนั้นจึงทำให้ปรับไปใช้ราคาเหมาะสม ปี 2566 ที่ 19 บาท พร้อมทั้งแนะนำซื้อลงทุนระยะกลางถึงยาว
ด้านมุมมองจาก บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า TLI มีความน่าสนใจจากการฟื้นตัวของผลดำเนินงาน อีกทั้งเป็นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น หนุนให้ค่าใช้จ่ายตั้งสำรองประกันระยะยาวไม่เร่งตัวขึ้นมาก และช่วยให้ผลตอบแทนจากเงินลงทุนปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ โดยประเมินมูลค่าพื้นฐานปี 2566 ที่ 20 บาท (PEV ที่ 1.1 เท่า) และคาดให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอีกราว 1.9% จึงคงคำแนะนำ "ซื้อ"
TLI เป็นเป้าหมายการลงทุนของนักลงทุนสถาบัน
อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความน่าสนใจให้กับหุ้น TLI ได้ไม่น้อย คือการที่ดัชนี FTSE ได้ประกาศรายชื่อหุ้นชุดใหม่ สำหรับ FTSE All World Index เมื่อวันที่ 18 พ.ย.65 โดยจะมีผลการปรับน้ำหนักในวันที่ 16 ธ.ค.65 ซึ่งหุ้น TLI เข้าคำนวณในกลุ่ม Middle Cap ส่งผลให้มีกองทุนต่างประเทศประเภท Passive Fund เข้ามาเพิ่มน้ำหนักลงทุนกว่า 38 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1,350 ล้านบาท
โดย FTSE จัดตั้งขึ้นโดย The Financial Times และ London Stock Exchange โดยดัชนีที่ FTSE จัดทำขึ้นได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในกลุ่มของนักลงทุนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเพื่อจุดประสงค์ในการวิเคราะห์การลงทุน การวัดผลประกอบการ การจัดการสินทรัพย์ การป้องกันความเสี่ยง หรือแม้แต่ใช้ในการสร้างกองทุนอ้างอิงดัชนีต่างๆ

