BGC ปรับกลยุทธ์ ฝ่าปัจจัยกดดัน มุ่งสู่การเป็น “ผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์ครบวงจร”
แก้ว เป็นวัสดุที่ได้รับความนิยมและถูกนำมาใช้ผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์เพื่อใส่เครื่องดื่มหลากหลายประเภทในเมืองไทย ยิ่งในช่วงเทศกาลหรือฤดูร้อน ความต้องการบริโภคเครื่องดื่มจะเพิ่มสูงขึ้น นอกจากจะส่งผลดีต่อผู้ประกอบการที่ผลิตเครื่องดื่มแล้ว ยังเป็นผลดีต่อผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วอีกด้วย
ซึ่ง BGC หรือ บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) ถือเป็นผู้นำด้านการผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วในภูมิภาคอาเซียน มีกำลังการผลิตสูงถึง 3,495 ตันต่อ และด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย รวมถึงมาตรฐานระดับสากล จึงทำให้ BGC ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วให้กับผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคหลายรูปแบบ เช่น กระทิงแดง สปอนเซอร์ ไวตามิลค์ โซดาสิงห์ และเด็กสมบูรณ์ เป็นต้น
แม้ช่วงที่ผ่านมา ผลประกอบการของ BGC จะถูกกดดันจากต้นทุนราคาก๊าซธรรมชาติที่ผันผวนจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ปรับตัวขึ้นสูง แต่ BGC มีการปรับกลยุทธ์ดำเนินงาน นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในระบบการผลิต เพื่อให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุด ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ภาพรวมผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกของปี 2565 (เดือนม.ค.-ก.ย. 2565) สามารถทำรายได้สูงกว่าช่วงก่อนเกิด Covid-19
โดยงวด 9 เดือนแรกของปี 2565 มีรายได้จากการขายรวม 10,394 ล้านบาท เติบโต 16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ 421 ล้านบาท เติบโต 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง หลังจากที่มีการเปิดประเทศและผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 ประกอบกับสถานการณ์แพร่ระบาดที่คลี่คลายทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นกลับมาใช้ชีวิตนอกบ้านและสังสรรค์ตามปกติ
ขณะที่แนวโน้มการเติบโตในไตรมาส 4/65 คาดว่าจะสดใสตามความต้องการบริโภคเครื่องดื่ม ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์แก้วตามไปด้วย โดยคุณศิลปรัตน์ วัฒนเกษตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) ได้ให้มุมมองไว้ว่า คาดแนวโน้มความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์และแพคเก็จจิ้งในไตรมาส 4/65 จะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง หลังจากประชาชนคลายความกังกวลต่อสถานการณ์ของ Covid-19 ซึ่งไตรมาสสุดท้ายถือเป็นเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ รวมถึงจะได้รับปัจจัยหนุนจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กลับมาคึกคักและการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศและชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในไทยเพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อการจับจ่ายใช้สอยและความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น
ดังนั้นบริษัทได้วางกลยุทธ์ไตรมาส 4/65 มุ่งเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดการสูญเสียในระหว่างการผลิตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการใช้พลังงานและวัตถุดิบ โดยนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาปรับใช้ภายในโรงงานเพื่อควบคุมการผลิตให้มีความเสถียรยิ่งขึ้น การปรับสูตรการผลิตเพื่อควบคุมต้นทุนโดยไม่ส่งผลกับการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพสินค้า การเพิ่มประสิทธิภาพควบคุมค่าใช้จ่าย รวมถึงได้มีการทยอยเจรจาและปรับขึ้นราคาสินค้าให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง และมุ่งเน้นการขายบรรจุภัณฑ์และพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งจะส่งผลดีต่ออัตรากำไรขั้นต้น
นอกจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานและควบคุมค่าใช้จ่ายแล้ว BGC ยังมองหาโอกาสเติบโตในอนาคต จากการขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์รูปแบบอื่นๆ และการเติบโตแบบ Inorganic ผ่านการควบรวมหรือการซื้อกิจการ (M&A) อีกด้วย
ซึ่งบริษัทหลักทรัพย์โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ในช่วง 1-2 ปีนี้ BGC ยังไม่มีแผนสร้างเตาใหม่หรือเพิ่มกำลังการผลิตอย่างมีนัยสำคัญ แต่จะเน้นไปที่การเพิ่มกำลังการผลิตเล็กน้อยจากการปรับปรุงเตาและเครื่องจักรต่างๆ รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและการลดต้นทุน
ส่วนแผนการเติบโตบริษัทจะมุ่งเน้นไปที่บรรจุภัณฑ์ประเภทอื่นที่ไม่ใช่แก้ว อย่างเช่น บรรจุภัณฑ์พลาสติกอ่อน (Film, pouch) ซึ่งมีโอกาสในการเติบโตสูงกว่า โดยตั้งเป้าจะเป็น Total Packaging Solution ให้กับลูกค้า รวมถึงยังมีโอกาสเห็นการควบรวมกิจการในไตรมาส 1/66 ซึ่ง BGC วางเป้าหมายการลงทุนไว้ประมาณ 500-600 ล้านบาท
ทั้งนี้ ความผันผวนของราคาก๊าซธรรมชาติยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทได้มีการศึกษาการใช้พลังงานทางเลือกหรือพลังงานสะอาดอื่นๆ เพื่อทดแทนการใช้ก๊าซธรรมชาติ
รวมไปถึงต้องรอติดตามว่า การปรับกลยุทธ์การดำเนินงาน ทั้ง การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการผลิต การขยายบรรจุภัณฑ์ประเภทอื่นๆ และแผนการทำ M&A จะช่วยสร้างการเติบโตในอนาคตให้กับ BGC ได้มากแค่ไหน

