ห้ามพลาด! เปิดรายชื่อ 13 หุ้นเด่น ได้ประโยชน์เต็มๆ เมื่อบาทแข็งค่า ลุ้น Fund Flow ไหลเข้าขั้นต่ำ 4 หมื่นล้านบาท
ค่าเงินบาทได้เริ่มกลับมาแข็งค่าตั้งแต่ช่วงกลางเดือน พฤศจิกายน 2565 หลังจากสหรัฐฯ เผยตัวเลขอัตราการว่างงานเดือนตุลาคม 2565 ที่ขยับขึ้น และอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯที่เริ่มออกมาต่ำกว่าคาด แต่ก็มีหลายคนที่มองว่าปัจจัยส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เงินค่าแข็งบาทนั้น มาจากปัจจัยในประเทศเป็นหลักด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ไม่ว่าจะด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เร่งตัวขึ้นในพฤศจิกายน 2565, เงินทุนไหลเข้าในอัตราเร่งช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึงธันวาคม 2565 ที่ต่างชาติเข้าซื้อสุทธิ 3.1 หมื่นล้านบาท และ 1.3 หมื่นล้านบาท สุดท้ายดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกเป็นบวกในเดือนกันยายนถึงตุลาคม 2565
แต่อีกหนึ่งคำถามที่นักลงทุนจะไม่อดที่พูดถึงก็คือ “ทิศทางและแนวโน้มเงินบาทต่อจากนี้” จะเป็นเช่นไรรวมถึงสามารถใช้โอกาสหรือจังหวะในการลงทุนได้อย่างไร ในวันนี้ทาง Wealthy Thai จึงได้ทำการหยิบยกมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญมาแบ่งให้แก่ผู้อ่านและผู้ที่สนใจ
โดยนักวิเคราะห์บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ให้มุมมองว่า เงินบาทมีโอกาสแข็งค่ากลับไปอยู่ในกรอบ 32 - 33 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐฯในไตรมาส 1/66 จาก 5 ปัจจัยคือ Dollar Index มีโอกาสอ่อนตัวลงต่อเนื่องจากการชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด โดยถ้าอิงจาก Fed Watch Tool ล่าสุด ความน่าจะเป็นในการปรับขึ้นดอกเบี้ย 25 bps สำหรับการประชุมวันที่ 11 ก.พ. 2566 สูงถึง 75.7%
ถัดมาเงินสกุลเอเชียมีโอกาสแข็งค่าหลังจีนเปิดการเดินทางอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่ 8 ม.ค. 2566 และธนาคารกลางญี่ปุ่นเริ่มชะลอการผ่อนคลายนโยบายการเงินผ่านการขยับกรอบ Yield Curve Control ให้กว้างขึ้น ขณะที่เงินทุนต่างชาติมีโอกาสไหลเข้าตลาดหุ้นไทยเพื่อเก็งกำไรผลประกอบการไตรมาส 4/65 และเงินปันผล
ส่วนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเอื้อต่อการเก็งกำไรค่าเงินบาท โดยเงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลงมาอยู่ในกรอบ 3.5-4.5% ในไตรมาส 1/66 และมีปัจจัยบวกจากการเลือกตั้งที่ใกล้ถึงกำหนดวันที่ 7 พ.ค.2566 กรณีไม่มียุบสภาฯ และการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบบ่งชี้ว่า เงินบาทมีช่องว่างให้แข็งค่าได้อีกมากเมื่อเทียบกับภูมิภาคโดยถ้าอิงช่วง Pre COVID เงินบาทยังอ่อนค่าอยู่ราว 12.9% ขณะที่ค่าเฉลี่ยภูมิภาคอ่อนค่าเพียง 5.3%
สำหรับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทที่ Outperform ภูมิภาคในรอบนี้ มองเป็นกลางต่อเศรษฐกิจและSET INDEX แม้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยจะพึ่งพาการส่งออกราว 60% ของจีดีพี และมาร์เก็ตแคปของหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินบาทโดยตรงจะมีสัดส่วนเพียง 10% ของมาร์เก็ตแคปทั้งตลาด
แต่ในช่วงเวลานี้ที่การนำเข้ายังเร่งตัวขึ้นจากการฟื้นตัวของการบริโภคและการลงทุนในประเทศเงินบาทที่แข็งค่าอาจดีกับเศรษฐกิจไทยและช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนในแง่ของการกระตุ้นให้ฟันด์โฟลว์ไหลเข้าได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับเงินบาทอ่อนค่า
ส่วนผลกระทบต่อการลงทุนซึ่งเป็นบทสรุปของธีมนี้แบ่งเป็น 4 กรณีคือ คาด Fund Flow จะไหลเข้าในปีนี้อีก 4 หมื่นล้านบาทเป็นอย่างน้อย ,กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ค้าปลีก โรงไฟฟ้า สื่อสารแม้จะไม่ได้ประโยชน์โดยตรงแต่เป็นกลุ่มที่รองรับเม็ดเงินลงทุนต่างชาติได้ดี ,หุ้นที่ได้ประโยชน์โดยตรงคือ BGRIM, GPSC, SCGP, DPAINT, KISS MTW,SABINA, TTCL และกลุ่มส่งออกที่เคย Outperformในปีก่อนเช่นสินค้าเกษตรจะกลับมา Underperform ชั่วคราว
ด้านบล.ธนชาต ให้มุมมองเงินบาทจะแข็งค่าแตะ 33.5 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐฯ การท่องเที่ยวไทยที่โดดเด่นในปีนี้ หนุนเงินทุนต่างชาติไหลเข้าไทยต่อเนื่อง ส่งผลให้เงินบาทกลับมาแข็งค่า ล่าสุดแตะระดับ 33.5 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐฯ เป็นผล “บวก” ต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า แนะนำ “เก็งกำไร” BGRIM GULF และ “ซื้อ” WHA AMATA , กลุ่มนำเข้า แนะนำ “ซื้อ” COM7 (คาดกำไรไตรมาส 4/65 ทำสถิติใหม่ และได้ประโยชน์จากช้อปดีมีคืน) , SIS (แนะนำ “ซื้อเพิ่ม” วันนี้)
