ส่องโอกาสเติบโตของ EA-NEX ท่ามกลางเทรนด์ยานยนต์ไฟฟ้าที่ร้อนแรง!
อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเติบโต และยังคงมีแนวโน้มเติบโตดีไปอีกอย่างน้อย 10 ปีข้างหน้า ซึ่งประเทศไทยก็ยังถือว่าเพิ่งจะเริ่มต้นด้วยเช่นกัน แต่ก็ได้รับกระแสการตอบรับจากผู้บริโภคอย่างคับคั่ง โดยในงาน Motor Expo มียอดจองรถยนต์สูงถึง 36,679 คัน
สำหรับผู้ประกอบการไทยก็มีหลายบริษัทได้เริ่มลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าจำนวนมาก จากระดับกลางน้ำ (ผลิตแบตเตอรี่, ชิ้นส่วนรถยนต์ และอุปกรณ์อิเลคโทรนิค) และปลายน้ำ (ประกอบยานยนต์ไฟฟ้า) รวมทั้งอุตสาหกรรมพลอยได้
และถ้าหากพูดถึงบริษัทจดทะเบียนก็คงอดที่จะพูดถึงบริษัทแม่ลูกคู่นี้ไม่ได้อย่างแน่นอน บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA และ บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NEX แต่ความน่าสนใจพอดึงดูดได้หรือไม่ ทาง Wealthy Thai จะมาแบ่งปันกันในวันนี้
โดยบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ออกบทวิเคราะห์ EA ด้วยคำแนะนำ “เก็งกำไร” และราคาเหมาะสมที่ 105 บาท ซึ่งมอง EA มีประเด็นการเก็งกำไรคือการยื่นเสนอขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรอบใหม่ให้ กกพ. โดยบริษัทจะเน้นไปที่โครงการพลังงานแสงอาทิตย์เป็นหลัก (รู้ผลในช่วงไตรมาส 1/66)
นอกจากนี้บริษัทกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อออกหุ้นกู้แปลงสภาพมูลค่าราว 500 ล้านยูโร (ต่ำกว่าแผนเดิมที่ 900 ล้านยูโร) คาดมีความชัดเจนมากขึ้นในช่วงไตรมาส 1/66 (รอรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อประเมินอัตราการแปลงสภาพและ EPS Dilution)
สำหรับกำไรปี 2565 ได้มีปรับประมาณการปีลงราว 24% เป็น 5,644 ล้านบาท ทรงตัวจากปีก่อนหน้า ด้วยการปรับสมมติฐานปริมาณขายรถ EV Bus ลงเป็น 1,000 คัน (เดิม 1,200 คัน) เพื่อให้มีความรัดกุมมากขึ้น ขณะเดียวกันปรับสมมติฐานราคาขายรถ EV Bus ลงเป็น 6 ล้านบาท/คัน (เดิม10 ล้านบาท/คัน) เพื่อให้สอดคล้องกับราคาขายในช่วงไตรมาส 3/65 มากขึ้น นอกจากนี้ยังได้มีการปรับปริมาณขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังงานลมลงหลังความเร็วลมในช่วงไตรมาส 3/65 ต่ำกว่าปีก่อน
ส่วนปี 2566 ได้มีปรับประมาณการปี 2566 ลงราว 11% เป็น 6,803 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้า 21% จากการปรับสมมติฐานราคาขายและปริมาณขาย EV Bus เป็น 6 ล้านบาทต่อคัน (เดิม 10 ล้านบาทต่อคัน) และ 2,000 คัน (เดิม 1,800 คัน) ตามลำดับ
โดยการเติบโตของกำไรปกติในปี 2566 ได้แรงหนุนจากปริมาณการส่งมอบรถ EV ที่เร่งตัวขึ้นจากปีก่อนหน้า หลัง Thai Smile Bus (TSB) จำเป็นจะต้องเพิ่มจำนวนรถ Bus เป็น 3,000 คันภายในปี 2566 (ตามสัญญาสัมปทาน) และความเร็วลมที่กลับมาอยู่ในระดับปกติ
ด้านบล.ดาโอ (ประเทศไทย) ออกบทวิเคราะห์ NEX ด้วยคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 24.00 บาท ด้วยความน่าสนใจจากดำเนินธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าซึ่งเป็นเมกะเทรนด์ของโลกที่มีการเติบโตสูงแบบ S-curve ใน 5-10 ปีข้างหน้า ทำให้มีโอกาสเติบโตได้อีกมาก
การมุ่งเน้นผลิตยานยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ของไทย (E Bus และ E Truck) ที่ความต้องการสูงจากภาครัฐและเอกชนสูง ที่มีความต้องการเปลี่ยนจากเครื่องยนต์สันดาปภายในมาเป็นไฟฟ้าและจากการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว,ได้เปรียบคู่แข่งขันจากการเป็นผู้ผลิตไทยที่มีโรงงานการผลิตแบตเตอรี่เองจึงได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไทย
และสุดท้ายมีคำสั่งซื้อที่รอส่งมอบในไตรมาส 4/65 ไปจนถึงปี 2566 ในระดับสูงไม่ต่ำกว่า 3 พันคัน ส่วนใหญ่ส่งมอบให้กับ ขสมก. โดยไตรมาส 3/65 จะเริ่มผลิตและส่งมอบรถ E Bus ไปแล้วทั้งหมด 221 คัน
สำหรับแนวโน้มกำไรประเมินปี 2565 ที่ 121 ล้านบาท จากเริ่มส่งมอบรถ E Bus, E Truck ในกันยายน 65 (ประมาณ 221 คัน) ทำให้ไตรมาส 3/65 เริ่มพลิกเป็นกำไร ส่วนปี 2566 กำไรจะเติบโตก้าวกระโดดเด่นเป็น 1.2 พันล้านบาท หรือเติบโตจากปีก่อนหน้า 890% จากการส่งมอบรถ E Bus, E Truck รวม 4 พันคัน
และปี 2567-68 จะเติบโตเฉลี่ย 33% จากประมาณการส่งมอบเพิ่มขึ้นเป็น 5.4 และ 6.7 พันคัน ซึ่งกำไรในอนาคตยังมีโอกาสอัพไซด์เพิ่ม จากแผนที่จะขยายโรงงานใหม่เพื่อผลิตรถกระบะไฟฟ้ากำลังการผลิต 5 หมื่นคันต่อปี งบลงทุนราว 5-6พันล้านบาท

