Official Update :

SCB – BBL เด่นสุด! หุ้นกลุ่มแบงก์ นักวิเคราะห์เชียร์ “ซื้อ” กำไรปี 66 โตต่อ

ผลประกอบการของหุ้นกลุ่มธนาคารหลายตัวในช่วงไตรมาส 4/65 จะออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งสาเหตุหลักเกิดการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) สูงขึ้น เพื่อรองรับความเสี่ยงจากความอ่อนแอของเศรษฐกิจโลกทำให้นักลงทุนจับตามองว่าแนวโน้มกำไรของหุ้นธนาคารในปี 2566 จะมีทิศทางเป็นไร ซึ่งวันนี้ Wealthy Thai ก็มีความเห็นของนักวิเคราะห์มาฝาก


โดยบล.กรุงศรี ระบุว่า ประเมินว่าผลประกอบการของหุ้นกลุ่มธนาคารจะกลับมามีแนวโน้มฟื้นตัวดีในปี 2566 โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำไรจะเริ่มเร่งตัวขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า ตั้งแต่ไตรมาส 1/66 เป็นต้นไป


ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่าส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) จะรับบทสำคัญในการขับเคลื่อนกำไรในปี 2566 โดยเฉพาะหลังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่อง และคาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะไปจบที่ระดับ 1.75%


ขณะที่ธนาคารใหญ่ ได้แก่ BBL, KBANK, KTB และ SCB จะเป็นกลุ่มหลักที่ได้อานิสงส์บวกจากดอกเบี้ยขาขึ้น เพราะมีการปล่อยกู้สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยลอยตัวในระดับสูง และมีโครงสร้างเงินฝากต้นทุนต่ำซึ่งส่วนใหญ่เป็นบัญชีเงินฝากประเภทกระแสรายวันและออมทรัพย์ (CASA)


นอกจากนี้ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่ากำไรของหุ้นกลุ่มธนาคารจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งประมาณ 27% ในปี 2566 จากภาวะที่สนับสนุนทั้งเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวชัดและแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น ดังนั้น จึงยังคงให้น้ำหนักหุ้นกลุ่มธนาคารที่ overweight โดยเลือก SCB และ BBL เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มฯ


สำหรับแนวโน้มการดำเนินงานในปีนี้ของ SCB บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า จะมีพัฒนาการเชิงบวกมากขึ้น หลังเห็นความคืบหน้าของการรุกธุรกิจในกลุ่ม Consumer Finance และกลุ่มเทคโนโลยีมากขึ้น ซึ่งคาดจะมีอัตราโตโดดเด่นในปีนี้ หลังที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติให้ SCB สามารถออกตราสารหนี้มูลค่ารวม 100,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี เพื่อขยายธุรกิจใหม่ๆ


โดยบริษัทตั้งเป้าอัตราโตของสินเชื่อรวมปีนี้ที่ 5-8% (ฝ่ายวิเคราะห์คาดที่ 3%) หลักๆ จากฝั่งธุรกิจ Consumer Finance ที่จะเห็นการเติบโตทั้งในส่วนของ CardX ที่จะเริ่มนำ AI และ Data Analytic มาช่วยในการนำเสนอสินเชื่อและจัดการระบบตามหนี้ รวมถึงเตรียมเปิดให้บริการ Buy Now Pay Later ในปีนี้ (JV ร่วมกับ Akulaku ผู้นด้าน Digital Platform ในอินโดนีเซีย)


AutoX ตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อเพิ่มเป็น 3.5 หมื่นล้านบาท ในปีนี้จาก 7.5 พันล้านบาท ใน 2565 ส่วนธุรกิจเทคโนโลยีเริ่มมีแผนจะลด Cash burn เพื่อรักษาระดับผลดำเนินงานไม่ให้เป็นภาระต่องบการเงินมากจนเกินไป ส่วนธุรกิจธนาคาร จะเน้นขยายสินเชื่อเชิงระมัดระวังเช่นเดิม แต่จะเริ่มพัฒนาธุรกิจ Wealth ให้แข็งแรงขึ้น รวมถึงพยายามขยายฐานผู้ใช้ Digital Platform


ฝั่งของค่าใช้จ่ายบริษัทตั้งเป้า Cost to Income Ratio ที่ Mid 40% ใกล้เคียงกับประมาณการของฝ่ายวิเคราะห์ โดยแม้จะมีค่าใช้จ่ายของธุรกิจใหม่เข้ามา แต่จะไม่มีค่าใช้จ่ายปรับโครงสร้างธุรกิจเหมือนในปี 2565 (ราว 2-2.5 พันล้านบาท) ทำให้ค่าใช้จ่ายโดยรวมไม่ได้เร่งตัวขึ้นจากเดิมมากนัก


การตั้งสำรอง SCB มองว่าปัจจุบันเศรษฐกิจในประเทศมีทิศทางที่ดีขึ้น และลูกหนี้ในพอร์ตยังมีความสามารถในการชำระเงินคืนอยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้ตั้งเป้าที่จะลดระดับ Credit Cost ลงเหลือ 120-140 bps จาก 145 bps ในปี 2565 (ฝ่ายวิเคราะห์คาดที่ 138 bps) ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกหนุนให้คงคาด SCB จะมีกำไรสุทธิปี 2566 ที่ 47,528 ล้านบาท โต 26.6% จากปีก่อน


คงมุมมอง SCB เป็นธนาคารใหญ่ที่มีพัฒนาการน่าสนใจ จากการรุกธุรกิจใหม่ที่จะช่วยหนุนให้ NIM ในระยะยาวสามารถขยายตัวได้ดีกว่าธนาคารอื่น ขณะที่ราคาหุ้นปรับลงจนมี Upside จากมูลค่าพื้นฐานปี 2566 เดิมที่ 144 บาท ส่วนปันผลครึ่งหลังของปี 2565 คาดจ่ายที่ 2.9 บาท คิดเป็น Dividend Yield 2.7% จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ”


ด้าน BBL บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า เบื้องต้นคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2566 ที่ 31,391 ล้านบาท เติบโต 7% จากปีก่อน แต่มี Upside จาก NIM ตามทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์จะทบทวนประมาณการอีกครั้งหลังการประชุมนักวิเคราะห์ในช่วง 13 - 17 ก.พ. 2566 ที่จะมีการเปิดเผยเป้าหมายทางการเงินปี 2566


โดยแนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 1/66 เติบโตทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ประมาณ 8,000 ล้านบาท จากการรับรู้ผลของการขึ้น M-Rate ช่วงไตรมาส 4/65 เต็มไตรมาส และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) มีแนวโน้มต่ำลงตามฤดูกาล ขณะที่ประเมินอัตราส่วนค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองของธนาคาร (Credit Cost) ยังอยู่ในการบริหารจัดการ


ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) มีพัฒนาการเด่นชัด และประมาณการมี Upside รวมถึงอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพของธนาคาร (Coverage Ratio) แกร่งสุดในกลุ่มฯ พร้อมคาดเงินปันผลช่วงครึ่งหลังของปี 2565 ไว้ที่ 2.75 บาทต่อหุ้น อิงจากสมมติฐานทั้งปีที่ 4.25 บาทต่อหุ้น (ครึ่งปีแรกจ่าย 1.50 บาทต่อหุ้น) เทียบเท่า Dividend payout ratio ที่ 28% (ปี 2564 ที่ 25.2%)


ฝ่ายวิเคราะห์คงแนะนำ ซื้อ ให้ราคาเป้าหมายปี 2566 ที่ 159 บาท แม้กำไรที่ต่ำกว่าตลาดคาด น่าจะสร้างแรงกดดันต่อราคาหุ้น แต่เป็นผลมาจากการวัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรม (FVTPL)


ศุภมาศ ศรีขำ

นำเสนอข้อมูล ข่าวสาร ด้านการเงินและตลาดทุน ให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้