เมื่อ OR อาจหลุดจาก SET50 หากตลท.คลอดเกณฑ์คุมหุ้นฟรีโฟลทต่ำ
หลังจากที่หุ้นขวัญใจมหาชนอย่าง OR เข้าตลาดหุ้นไปแล้ว วันแรกราคาหุ้นก็ทะยานบวกไปกว่า 40% ซึ่งหักปากกาเซียนไปหลายด้าม จนวันต่อมาราคาหุ้นทะยานขึ้นไปอีก 100% ซึ่งเป็นหุ้นใหญ่ที่ลบประมาทคำนิยามที่ว่า “หุ้นใหญ่…จะไม่หวือหวา”
อีกทั้ง OR มีสตอรี่ข่าวดีหลายเรื่องด้วยการที่ได้รับการเข้าคำนวณ SET50 SET100 แบบ “Fast track” ภายในระยะเวลา 3 วันทำการ และด้วยการที่เป็นหุ้นขาใหญ่ที่มีมาร์เก็ตแคปเข้าเกณฑ์คำนวณดัชนี MSCI ดังนั้นเองประหนึ่งเหมือนกับว่าเป็นการเขียนบทไว้แล้วว่า OR จะต้องเข้าตลาดหุ้นในช่วงนี้ และไล่ระดับราคาเพื่อให้ออกมาในรูปแบบนี้
แต่อย่างไรก็ตามในทางตรงกันข้ามเมื่อมีสตอรี่บวกข่าวดี ก็คงจะหนีไม่พ้นสตอรี่ด้านลบ โดยเฉพาะประเด็นที่นักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า ในระยะกลางอาจจะหลุดจาก SET 50 หรือ SET 100 เมื่อตลาดใช้เกณ ฑ์ Free Float Adjusted Market Capitalization เปลี่ยนจากปัจจุบันที่เป็น Full Market Capitalization Method คือจะมีการนำ Free Float ของหลักทรัพย์มาปรับ Market Capitalization ก่อนที่จะจัดลำดับเข้าสู่ SET 50 หรือ SET 100 ดังนั้นการที่ OR มี Free Float ที่ต่ำ จึงมีโอกาสจะหลุดได้เมื่อตลาดหลักทรัพย์ฯนำวิธีดังกล่าวมาเริ่มปฏิบัติ
โดยก่อนหน้านี้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เตรียมทบทวนหลักเกณฑ์และมาตรการเกี่ยวกับหลักทรัพย์ที่มี Free Float ต่ำ เพิ่มเติมหลังจากที่ได้ทบทวนล่าสุดในปี 60 นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดจะปรับหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวกับการคำนวณดัชนี จากเดิมที่ใช้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดในการคำนวณ (Full Market Capitalization) เป็นการใช้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดที่ปรับด้วย Free Float (Free Float Adjusted Market Capitalization) เพื่อให้ดัชนีสามารถสะท้อนสภาพการณ์ตลาดได้ดีมากขึ้น และเป็นไปในแนวทางเดียวกับสากล
ดังนั้นจึงต้องจับตาดูว่า หากตลาดหลักทรัพย์ได้ปรับใช้เกณฑ์ดังกล่าวขึ้นมาแล้วจริงๆ จะส่งผลอย่างไรต่อหุ้น OR ที่เป็นความหวังของนักลงทุนรายย่อย เพราะหากหุ้น OR ได้รับการเข้าคำนวณในดัชนีดังกล่าวไปแล้วจะช่วยให้มีเม็ดเงินจากนักลงทุนประเภทกองทุนเข้ามาให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้น OR แต่หากจะต้องหลุดออกไปก็อาจจะทำให้เม็ดเงินที่เข้าลงทุนหายไปด้วยแต่ในความโชคไม่ดีอาจจะมีความโชคดีอยู่บ้างคืออาจอาจจะไม่ถึงกับหลุด SET50 แต่น้ำหนักการลงทุนอาจจะลดต่ำลงก็เป็นได้
ประกาศงบปี 63 กำไรลดลง 19%
นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยว่า บริษัทกําไรสุทธิในปี 63 มีจํานวน 8,791 ล้านบาท ลดลง 2,105 ล้านบาท หรือ19.3% จากค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจําหน่ายที่สูงขึ้นจากการขยายสถานีบริการและร้านคาเฟ่ อเมซอน
รวมถึงการจัดประเภทค่าใช้จ่ายตามมาตรฐานบัญชีใหม่ นอกจากนี้มีผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์ทางการเงินเพิ่มขึ้น จากการเริ่มใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 9 เครื่องมือทางการเงิน ตั้งแต่เดือนมกราคม ปี63โดยรวมแล้วส่งผลให้ กําไรสุทธิต่อหุ้น อยู่ที่ 0.98 บาท ปรับลดลง 19 %
ขณะเดียวกัน บริษัทมีรายได้ขายและบริการ 428,804 ล้านบาท ลดลง 148,330 ล้านบาท หรือลดลง25.7% จากปีก่อน โดยเป็นผลหลักจากรายได้กลุ่มธุรกิจน้ำมัน ซึ่งราคาขายเฉลี่ยผลิตภัณฑ์น้ำมันปรับตัวลดลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งเป็นผลจากสงครามราคาระหว่างกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก (OPEC) และประเทศรัสเซีย ส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของอุปทานน้ำมันทั่วโลก รวมทั้งอุปสงค์ของน้ำมันทั่วโลกก็ลดลงจากการระบาดของโรค COVID-19
ขณะที่ปริมาณขายในกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักปรับลดลง ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมันอากาศยาน ดีเซล และเบนซิน ซึ่งเกิดจากผลกระทบของการระบาดของโรค COVID-19 โดยในประเทศไทยเพื่อระงับและป้องกันการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 รัฐบาลไทยจึงได้ออกมาตรการจํากัดการเดินทางและเวลาในการเปิด-ปิด ร้านค้า ส่งผลกระทบต่อปริมาณการขาย ในช่วงเดือนเมษายน 2563 อย่างไรก็ตามปริมาณการขายก็เริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นตามลําดับเมื่อรัฐบาลไทยเริ่มผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ในเดือนพฤษภาคม 2563
โดย 4Q/63ปริมาณการขายปรับตัวเพิ่มเกือบเทียบเท่าสถานการณ์ปกติก่อนภาวะ COVID-19 ยกเว้นผลิตภัณฑ์น้ำมันอากาศยาน ที่ยังได้รับผลกระทบจากข้อจํากัดการเดินทางระหว่างประเทศ และปริมาณเที่ยวบินทั่วโลกที่ลดลง และ LPG ภาคครัวเรือนจากสภาพเศรษฐกิจไทยที่ยังชะลอตัว
สําหรับรายได้กลุ่มธุรกิจ Non-Oil ลดลง โดยหลักมาจากรายได้ของร้านค้าสะดวกซื้อ สําหรับรายได้กลุ่มธุรกิจต่างประเทศลดลงเช่นกัน สาเหตุจากผลกระทบของการระบาดของโรค COVID-19 ที่ส่งผลต่อราคาขายผลิตภัณฑ์และปริมาณขายที่ลดลง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์น้ำมันอากาศยาน
สําหรับ EBITDA ในปี 63 มีจํานวน 17,619 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 615 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3.6% จากปีก่อน ซึ่งบางส่วนเป็นผลจากการปฏิบัติตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน (Thailand Financial Reporting Standard : TFRS ) ฉบับที่ 16 โดยสัญญาเช่า ทําให้ต้องจัดประเภทค่าเช่าที่เข้าเงื่อนไขตามมาตรฐานบัญชี จากเดิมจัดอยู่ในประเภทค่าใช้จ่ายดําเนินงานไปเป็นค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจําหน่าย ส่งผลให้ EBITDA เพิ่มขึ้นประมาณ 1,361 ล้านบาท แม้ว่ากําไรขั้นต้นปรับลดลง 948ล้านบาท หรือลดลง 2.8%) โดยส่วนใหญ่เป็นผลจากธุรกิจน้ำมันในผลิตภัณฑ์น้ำมันอากาศยานที่ปริมาณขายลดลง
ขณะที่กําไรขั้นต้นเฉลี่ยของน้ำมันอากาศยานปรับเพิ่มขึ้น แต่ในด้านค่าใช้จ่ายดําเนินงานสุทธิและรายได้อื่น ปรับลดลง 1,567 ล้านบาท หรือลดลง 9.2% โดยหลักจากค่าใช้จ่ายที่ลดลงผันแปรตามปริมาณขายที่ลดลง เช่น ค่าจ้างเติมน้ำมันอากาศยาน ค่าขนส่ง ค่าโฆษณาส่งเสริมการขาย เป็นต้น รวมถึงการปฏิบัติตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 16 เรื่องสัญญาเช่า ตามที่กล่าวข้างต้นทําให้ปี 2563 มี EBITDA marginรวมที่ 4.1%
ใจดีจ่ายปันผล
คณะกรรมการมีมติจ่ายปันผลเป็นเงินสด จำนวน 0.10 บาท/หุ้น วันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล(XD) 16 มี.ค.64 วันที่จ่ายปันผล 28 เม.ย.64
สำหรับแผนปี 64 OR มีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยโครงการลงทุนที่สำคัญเพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ การก่อสร้างโรงงานเบเกอรี่ส่วนกลาง ศูนย์กระจายสินค้าสำหรับธุรกิจคาเฟ่ อเมซอน และคลังเก็บผลิตภัณฑ์แห่งใหม่ในเมียนมา เพื่อสนับสนุนการขยายธุรกิจน้ำมันในเมียนมา จะแล้วเสร็จภายในปี 64
