Official Update :

EA-NEX กำลังจะโดดเด่น เมื่อยานยนต์ไฟฟ้าเร่งเครื่องเต็มกำลัง

อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ในประเทศไทย กำลังจะเติบโตอย่างมาก ล่าสุดภาครัฐมีมาตรการสนับสนุนในด้านต่างๆ ที่ทยอยประกาศออกมาแล้วในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งแน่นอนว่าปัจจัยดังกล่าว ย่อมเป็นผลดีต่อผู้เล่นในอุตสาหกรรมนี้อย่างเห็นได้ชัด หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อ EA และ NEX ดังนั้น Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาสำรวจพื้นฐานของทั้ง 2 บริษัทว่าจะมีความน่าสนใจหรือไม่


มาเริ่มกันที่ EA นักวิเคราะห์บล.ธนชาต จำกัด (มหาชน) มีความเห็นว่า EA เป็นตัวเลือกการลงทุนธุรกิจ EV โดยตรงเพียงตัวเดียวในตลาดหุ้นไทย โดยในปี 66 คาดกำไรเติบโตเร่งตัวเป็น 9,181 ล้านบาท โต 57% จากปี 65 ที่คาด 5,843 ล้านบาท และมองราคาหุ้นที่อ่อนตัวเป็นโอกาสเข้า “ซื้อ” ปัจจัยหนุนระยะสั้นมาจากนโยบายสนับสนุนการผลิต EV และกำไรที่เติบโตก้าวกระโดดในไตรมาส 4/65


ทั้งนี้มองว่าการอ่อนตัวของราคาหุ้น EA เป็นโอกาสในการ “ซื้อ” คงราคาเป้าหมาย (ปีฐาน 66) ไว้ที่ 100 บาท จาก 1. เห็นความต้องการซื้อ EV ที่เร่งตัวขึ้น ซึ่ง EA เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจ EV โดยตรงที่สุดในตลาดหุ้นไทย 2.คาดการเติบโตของกำไรเร่งตัวขึ้นเป็น 57% และ17% ในปี 66-67 (จากเติบโตเฉลี่ย 11% ในช่วงปี 63-65) จากยอดขายรถไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (CEV) และแบตเตอรี่ EV ที่เพิ่มขึ้น


3.เห็นทิศทางที่เป็นบวกชัดเจนของนโยบายรัฐฯในการส่งเสริมอุตสาหกรรม EV ในไทย และนโยบายล่าสุดที่เกี่ยวกับการผลิตแบตเตอรี่ EV เป็นประโยชน์ต่อ EA อย่างมาก และ 4.ฝ่ายวิจัยมีความมั่นใจมากขึ้นต่อแผนขยายกำลังการผลิตโรงงานแบตเตอรี่เป็น 2,4 และ 8GWh ในปี 66-68 (จาก 1GWh ในปี 65) เพื่อรองรับการขาย CEV คาดจะเติบโตต่อเนื่อง


ขณะที่มองว่าปริมาณขาย CEV ที่สูงขึ้นจะเป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้น EA ในระยะสั้น โดยคาดยอดขายรถโดยสารไฟฟ้า 800 คัน ในไตรมาส 4/65 (จาก 251 คัน ในไตรมาส 3/65)  และเพิ่มเป็น 3,500 คันในปี 66 เมื่อรวมกับยอดขายรถบรรทุกไฟฟ้า จากการมียอดสั่งซื้อรถโดยสารไฟฟ้าในมือแล้ว 2,000 คัน เชื่อว่าคำสั่งซื้อในอนาคตจะมีทั้งรถโดยสารไฟฟ้าสำหรับบริการขนส่ง และรถบรรทุกไฟฟ้าสำหรับการขนส่งสินค้า


โดยยอดขาย CEV ที่เติบโตย่อมทำให้ยอดขายแบตเตอรี่ของ EA เพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่ง EA มีการถือหุ้น 73% ในโรงงานผลิต CEV (Absolute Assembly) และ 71% ในโรงงานผลิตแบตเตอรี่ (Amita)


นอกจากนี้ประเทศไทยแสดงเจตจำนงชัดเจนในการรักษาการเป็นหนึ่งในศูนย์การผลิตรถยนต์ที่สำคัญของโลก การสนับสนุนด้านโนบายต่อการผลิต EV จึงน่าจะเป็นเป้าหมายหลักของรัฐบาลทุกชุด โดยมาตรการล่าสุดที่เพิ่งได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) เป็นการส่งเสริมการผลิตแบตเตอรี่ EV ในไทย ผ่านทาง


1.การลดภาษีสรรพสามิตแบตเตอรี่ EV เหลือ 1% (เดิม 8%) และ 2.เงินสนับสนุนโดยตรง 400-800 บาท/kWh ให้แก่ผู้ผลิตแบตเตอรี่ EV 40GWh แรกในไทย โดยคาดมาตรการนี้จะได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีและมีเริ่มใช้ในครึ่งแรกปี 66 นี้ แม้จะเชื่อว่าในที่สุดแล้วผลประโยชน์จะถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคด้วยราคาขาย EV ที่ตํ่าลง แต่มองว่า EA ซึ่งเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่ EV ในประเทศรายใหญ่ที่สุดจะผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดในเรื่องนี้


ทั้งนี้คาดว่าไตรมาส 4/65 จะสะท้อนฐานกำไรรายไตรมาสใหม่ของ EA ที่ 2.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 22%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 104% จากไตรมาสก่อน เนื่องจากเป็นไตรมาสแรกที่โรงงานผลิต CEV และโรงงานแบตเตอรี่จะมีอัตราการใช้กำลังการผลิตในระดับสูง


โดยคาดว่าการเติบโตกำไร เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน จะมีแนวโน้มแข็งแกร่งตลอดปี 66 ซึ่งได้แรงหนุนจากยอดขาย CEV ที่เพิ่มขึ้น และการขยายกำลังการผลิตของโรงงานแบตเตอรี่ แม้ผลทางฤดูกาลของการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม รวมถึงการส่งมอบ CEV ล็อตใหญ่ในบางไตรมาสอาจทำให้กำไรผันผวนเมื่อเทียบจากไตรมาสก่อน



NEX ลุ้นไตรมาส 4 กำไร 400 ล้านบาท

ส่วน NEX นักวิเคราะห์บล.บัวหลวง จำกัด (มหาชน) มีความเห็นว่า คาดกกำไรหลักในไตรมาส 4/65 จะอยู่ที่ 300-400 ล้านบาท พลิกกลับจากการขาดทุนหลักในไตรมาส 4/64 ที่ 10 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นอย่างมากจากกำไรหลัก 8 ล้านบาทในไตรมาส 3/65 เนื่องจากโรงงานจะเปิดเต็มไตรมาส การส่งมอบรถบัส EV จะเพิ่มขึ้นจาก 221 คันในไตรมาส 3/65 ไปเป็น 779 คันในไตรมาส 4/65


โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ได้ขยายจากรถบัส EV (ราคา 6.3 ล้านบาท) และรถมินิบัส (ราคา 3.3 ล้านบาท) ในไตรมาส 3/65 มาเพิ่มรถบรรทุกพ่วง (ราคา 5.2 ล้านบาท) ในไตรมาส 4/65 นอกจากนี้ คาดส่วนแบ่งกำไรจากจาก Absolute Assembly (โรงงาน) ที่ 389 ล้านบาทจาก พลิกกลับจากการขาดทุน 6 ล้านบาทในไตรมาส 3/65 เนื่องจากโรงงานจะเปิดเต็มไตรมาส


ทั้งนี้ประมาณการกำไรหลักในปี 66 อยู่ที่ 2,068 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 507% จากปีก่อนหนุนโดยการดำเนินงานเต็มปีของโรงงานคาดปริมาณการผลิตอยู่ที่ 5,000 คันในปี 66 ซึ่ง NEX ตั้งเป้าขายรถบัส และรถมินิบัส 3,000 คันในปี 66 บริษัทมีคำสั่งซื้อที่แน่นอนแล้วประมาณ 2,700 ตัว ส่วนที่เหลืออีก 2,000 คันจะเป็นยานยนต์ไฟฟ้าประเภทใหม่ ในเดือนม.ค. 2566 NEX จะเปิดตัวรถบรรทุก 6 ล้อ รถบรรทุก 10 ตัน รถบรรทุก 15 ตัน และรถกระบะ


สำหรับ Absolute Assembly ปัจจุบันมีความสามารถในการผลิต 15 คัน/วัน ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายเริ่มต้นที่ 10 คัน/วันอย่างมีนัยสำคัญ ขนาดการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นจะหนุนอัตรากำไรให้ปรับตัวเพิ่มขึ้น นอกจากนี้การเปลี่ยนไปใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในไทย (ในปี 65 40-50% เป็นชิ้นส่วนนำเข้า) จะช่วยลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและจะส่งผลให้ซัพพลายเชนมีความปลอดภัยมากขึ้น จึงแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 24 บาท


ณัฐภูมินทร์ ทวีทรัพย์

Senior Content Creator

Most Viewed
Wealth EZ
“วางแผนมรดก” อย่างไร...ให้คนข้างหลัง “ไม่ต้องทะเลาะกัน” !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
SET ปิดพุ่ง 17.38 จุด รับงบไตรมาส 2 บจ.แกร่ง HANA-CRC นำทีมบวกแรง ลุ้น GDP ไทยปีนี้โตแตะ 2.25%
เมื่อ 3 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
12 หุ้นเด่นเกาะกระแส Thailand Focus 2026 สถิติย้อนหลังชี้ SET ตอบรับบวก โบรกฯ แนะเป็นจังหวะ “เก็งกำไร”
เมื่อ 11 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
“หุ้นเหมืองเงิน” โอกาสที่ดีกว่ารับแนวโน้มราคา “Silver” ขาขึ้น... พื้นฐานแกร่ง “Supply” ยังขาดแคลน ไม่ทัน “Demand” อุตสาหกรรมแห่งอนาคต !!!
เมื่อ 4 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
PRTR ครึ่งปีแรกรายได้ทะลุ 3.8 พันลบ. เคาะปันผล 0.10 บาท
เมื่อ 4 ชั่วโมงที่แล้ว
Follow Us