ถือหุ้น KCE แค่ 6 เดือน ติดลบกว่า 22% นักวิเคราะห์ เสียงแตก แนะนำทั้ง “ขาย” และ “ซื้อ” แม้ราคาจะร่วง มาถึงจุดน่าสนใจ
บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE เป็นหุ้นหนึ่งตัวที่ราคาหุ้นมีการปรับตัวได้อย่างร้อนแรงในช่วงที่ไม่กี่วันมานี้ จากความผิดหวังของนักลงทุนต่อผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/65 ที่บริษัทประกาศออกมาได้ต่ำกว่าคาดการณ์ของตลาด
แต่อย่างไรก็ดีทาง Wealthy Thai ได้สำรวจราคาหุ้นของ KCE ย้อนหลัง 6 เดือน(ณ วันที่ 10 ส.ค.65 – 9 ก.พ.66) มีการปรับตัวลดลงถึง 22.40% หรือลงมาอยู่ที่ 48.50 บาท ทำให้นักลงทุนก็อาจตั้งข้อสงสัยและคำถามขึ้นมาว่า หุ้นดังกล่าวจะถึงเวลาที่จะเข้าสะสมหรือต้องขายตัดขาดทุนกัน ในวันนี้ทางเราจึงหยิบคำแนะนำที่น่าสนใจมาแบ่งปันกันครั้งนี้
โดยบทวิเคราะห์บล.พาย ให้คำแนะนำ “ขาย” ราคาเหมาะสมที่ 43 บาท ตามการปรับประมาณการกำไรปี 2566 ลง 6% เป็น 2.2 พันล้านบาท จากเดิม 2.4 พันล้านบาท เพื่อสะท้อนถึงค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคและค่าโสหุ้ยที่สูงขึ้น และสภาพเศรษฐกิจที่อ่อนแอในปี 2566 จะทำให้กำไรสะดุดในปีนี้
สำหรับยอดขายในสกุลเงินดอลลาร์ฯปี 2566 คาดว่าจะลดลง 5% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ยอดขายกลุ่มยานยนต์ลดลง 3% ในปี 2565 และคาดว่าจะลดต่อเนื่องในปี 2566 อ้างอิงจากข้อมูลในอดีตชี้ว่าปีที่ยอดขายกลุ่มยานยนต์ทั่วโลกลดลง 2 ปีติดต่อกัน ซึ่งจะทำให้ยอดขายของ KCE จะได้รับผลกระทบเชิงลบ
ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นคาดว่าจะอยู่ที่ 24.2% แม้ราคาทองแดงจะลดลงและสถานการณ์ขาดแคลนอุปทานจะดีขึ้น แต่ต้นทุนน้ำมันและสาธารณูปโภคยังสูงอยู่ ส่วนบาทแข็งก็จะกระทบอัตรากำไรขั้นต้นในครึ่งแรกปี 2566 (ซึ่งอัตรากำไรขั้นต้นของ KCE มีค่าความสัมพันธ์กับเงินดอลลาร์ฯต่อบาทอยู่ 56% มาตั้งแต่ปี 2555)
ด้านบทวิเคราะห์ของบล. อินโนเวสท์ เอกซ์ ให้คำแนะนำ สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง “ให้หาจังหวะเข้าซื้อ” และให้ราคาเป้าหมายที่ 61 บาท เนื่องจากราคาหุ้น KCE ที่ปรับฐานลงมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจ และแนวโน้มผลประกอบการจะกลับเติบโตดีอีกครั้งตั้งแต่ไตรมาส 2/66 จากความต้องการซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว(Pent-up demand)และคาดว่าจะดีต่อเนื่องไปถึงปี 2567 ที่มีการขยายกำลังการผลิตครั้งใหญ่
โดยมีมุมมองเชิงบวกต่อ KCE ในระยะกลางถึงยาว โดยจุดเด่นของ KCE คือเป็นผู้ผลิตแผงวงจรรายใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ให้กับผู้ผลิตรถยนต์โดยเฉพาะในประเทศยุโรป และสหรัฐฯ ซึ่งจะได้รับผลบวกจากปริมาณความต้องการแผงวงจรในรถยนต์เพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ยังมีส่วนประกอบผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ (ที่ต้องใช้แผงวงจร) ต่อคันมากกว่ารถยนต์สันดาปทั่วไปประมาณ 3-6 เท่า
ด้วยเหตุนี้ KCE จึงมีแผนขยายการผลิตครั้งใหญ่ โดยเพิ่มกำลังการผลิตแผงวงจรชนิดพิเศษที่มีมาร์จิ้นสูง อีก 1 ล้านตารางฟุตต่อเดือน (จากปัจจุบันมีกำลังการผลิต 3.6 ล้านตารางฟุตต่อเดือน) คาดว่าจะเริ่มผลิตได้ในช่วงครึ่งปีหลังปี 67 ซึ่งจะเป็นการสอดรับกับปริมาณความต้องการแผงวงจรซับซ้อนสำหรับรถยนต์ที่เติบโตมากในอนาคต
