วิเคราะห์ AURA หุ้นร้านทองฟอร์มแกร่ง กับโอกาสการเติบโต...ที่นักลงทุนต้องมีไว้ติดพอร์ต
บริษัท ออโรร่า ดีไซน์ จำกัด (มหาชน) หรือ AURA ถือเป็นอีกหนึ่งหุ้นไอพีโอที่ประสบความสำเร็จและได้รับกระแสการตอบที่ดีจากเหล่านักลงทุน หลังจากเข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไปเมื่อปลายปี 2565 และถือเป็นอีกหนึ่งหุ้นขนาดใหญ่ที่ตั้งแต่เข้าตลาดฯ ราคายังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นเหนือราคาจองซื้อไอพีโอ
โดยกระแสตอบรับที่ดีของ AURA นั้น คงจะหนีไม่พ้นการเป็นแบรนด์ที่ครองใจผู้บริโภคยุคใหม่ ด้วยความโดดเด่นของดีไซน์ที่เป็นที่สุด กับการเป็น "ผู้นำในการส่งมอบของขวัญแห่งความสุขที่มีคุณค่า” และจุดเด่นที่มีสาขามากกว่า 255 สาขาในปัจจุบัน
ขณะเดียวกันยังได้วางเป้าหมายขยายสาขาไปอีกเกือบ 1 เท่าตัวภายใน 3 ปี พร้อมก้าวสู่การเป็นผู้นำ Modern Gold ของคนยุคใหม่ รวมถึงศักยภาพและโอกาสการเติบโตจากธุรกิจรับขายฝากทองคำ ดังนั้น AURA จึงอยู่ในจังหวะสำคัญที่จะสร้างการเติบโตก้าวกระโดด
สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานของ AURA ในช่วงที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างการเติบโตทั้งรายได้และกำไรสุทธิ โดยในงวด 9 เดือนที่ผ่านมา AURA มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 495.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 360.1 ล้านบาท
ส่วนรายได้จากการขายในงวด 9 เดือน AURA สามารถทำได้ 21,217.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 6,594 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 45.09% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากตัวเลขการเติบโตของรายได้จากการขายของสาขาเดิม ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางออนไลน์
นอกจากนี้ ยังมีสาขาเปิดใหม่และการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายทองคำเพื่อปิดสถานะการรับซื้อทอง เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของราคาทองคำในช่วงไตรมาสที่ 1-2 ของปี 2565 จากภาวะสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ส่งผลให้มีลูกค้านำทองมาขายมากขึ้น
โอกาสขยายธุรกิจขายฝากทองรูปพรรณ
ทั้งนี้ AURA ยังมีกลยุทธ์สำคัญที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับทองคำ ขายฝากทองรูปพรรณ เครื่องประดับที่มีทองคำและเพชร ภายใต้แบรนด์ “ทองมาเงินไป” โดยให้บริการรับขายฝากสินค้าด้วยวงเงินและอัตราดอกเบี้ยที่สามารถแข่งขันได้
โดยล่าสุด ในงวด 9 เดือนของปีนี้ AURA มีรายได้ดอกเบี้ยรับซึ่งมาจากธุรกิจขายฝากฯ 162.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 118.95 ล้านบาท เรียกได้ว่า เป็นสายธุรกิจที่ช่วยสร้างโอกาสในการเติบโตของรายได้และกระจายความเสี่ยงจากการดำเนินธุรกิจได้เป็นอย่างดี
ซึ่งการที่ AURA มีธุรกิจค้าปลีกทองรูปพรรณ เครื่องประดับเพชรและอัญมณี และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอื่นที่มีบริการแบบครบวงจร (One Stop Service) ซึ่งรวมถึงการบริการขาย รับซื้อคืน ขายฝากสินค้า และบริการหลังการขายนั้น ทำให้บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการต้นทุนและความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาทองคำ อีกทั้งมีส่วนช่วยในการเพิ่มความสามารถในการทำกำไรได้ในทุกช่วงการเปลี่ยนแปลงของราคาทอง ซึ่งสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันเหนือคู่แข่งและส่งผลให้บริษัทฯ สามารถเติบโตอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า โอกาสขยายธุรกิจขายฝากทองรูปพรรณ AURA เห็นได้จากการตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าของพอร์ตขายฝากทองรูปพรรณ จาก 1.21 พันล้านบาทในปี 2564 เป็นระดับ 3.85 พันล้านบาท ในปี 2567
โดยเชื่อว่ากลยุทธ์การขยายสาขาในเชิงรุก ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มรายได้ของธุรกจิขายปลีกทองรูปพรรณ แต่ยังช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้จากธุรกิจขายฝากทองรูปพรรณอีกด้วย
ด้วยความสำเร็จในการ IPO ของ AURA จะช่วยเพิ่มข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน ประการแรกคือชื่อเสียงของบริษัทจะถูกรับรู้ในกลุ่มลูกค้าวงกว้างมากขึ้น ประการที่ 2 การอัดฉีดเงินทุนจะช่วยให้ AURA สามารถเข้าถึงอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง ทั้งในส่วนนของเงินกู้จากธนาคารและการออกหุ้นกู้
ทั้งนี้ คาดว่ากำไรปกติของ AURA จะเติบโตเฉลี่ย (ปี 2565-67 ) ที่ 26% ซึ่งคาดว่ากำไรปกติของ AURA จะมีอัตราเพิ่มขึ้น โดยได้แรงหนุนจากรายได้ที่เติบโตมากขึ้นและอัตรากำไรที่ขยายตัวขึ้น แม้การขยายสาขาในเชิงรุกของ AURA จำเป็นต้องมีสต็อกทองรูปพรรณที่มากขึ้น ซึ่งส่งผลให้สินค้าคงคลังสูงขึ้น
แต่อย่างไรก็ตาม คาดว่าระยะเวลาในการเก็บสต็อกสินค้าจะลดลงจาก 116-119 วัน ในปี 2563-64 (ผลกระทบจากโควิด-19) มาอยู่ที่ระดับ 96-101 วัน ในปี 2565-67 ซึ่งคาดว่า ROE ของ AURA จะค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้นจาก 20.5% ในปี 2565 (ฐานทุนเพิ่มขึ้นจากการ IPO) มาอยู่ที่กว่า 20.6% ในปี 2567

