“เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์” หรือ SJWD คือสูตรสำเร็จของการผสานความแข็งแกร่ง

บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SJWD คืออีกหนึ่งสูตรความสำเร็จครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของไทย ซึ่งเป็นการผสานกำลังร่วมกันระหว่างบริษัท เอสซีจี โลจิสติกส์ แมเนจเม้นท์ จำกัด (SCGL) และ บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JWD ดังนั้น ภาพจำต่อจากนี้ไปจะผนึกกำลังเพื่อต่อยอดการเติบโตเป็น “เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์”


นักลงทุนคงจะเกิดความสงสัยว่า เมื่อสองยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของไทย หลังจากที่ผนึกกำลังร่วมกันแล้วจะต่อยอดธุรกิจ และสร้างการเติบโตในแง่มุมไหนบ้าง ไม่ว่าจะเป็นด้านของการยกระดับเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนแบบครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในอาเซียน หรือการเกื้อหนุนให้ฐานรายได้ทะยานเติบโตขึ้นอย่างเด่นชัด Wealthy Thai จะพาไปหาคำตอบ


โดยการรวมกิจการครั้งนี้ ถือเป็นการผสานจุดแข็งของทั้ง 2 บริษัทเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ด้านความเป็นผู้เชี่ยวชาญในกลุ่มสินค้าเฉพาะทางของ JWD เช่น สินค้าควบคุมอุณหภูมิ สินค้าอันตราย และรถยนต์ ประกอบกับความชำนาญสินค้ากลุ่มอุตสาหกรรมของ SCG เช่น เหล็กและวัสดุก่อสร้าง กระดาษและบรรจุภัณฑ์ และสินค้าอุปโภคบริโภค เป็นต้น


ทั้งนี้ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการโลจิสติกส์ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และรูปแบบการให้บริการที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งบริการคลังสินค้า ซัพพลายเชน การขนส่งสินค้าแบบต่อเนื่องหลายรูปแบบ


รวมถึงโอกาสในการสร้าง Synergy เพิ่มเติมในอนาคต ซึ่งจะช่วยยกระดับเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนแบบครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในอาเซียน เช่น มีฐานลูกค้ารวมกันมากกว่า 2,400 ราย มีพื้นที่คลังสินค้าและลานจอดพักรถรวมกว่า 2.3 ล้านตารางเมตร รถขนส่งกว่า 12,000 คัน



เปิด
5 แผนการเติบโตร่วมกันในอนาคต

สำหรับโอกาสทางธุรกิจที่วางแผนร่วมกันมีทั้งหมด 5 ส่วน ได้แก่ (1) การเพิ่มรายได้จากการ Cross-Sale และ Up-Sale จากฐานลูกค้าเดิมของทั้งสองบริษัทเพื่อเพิ่มรายได้และการประหยัดต้นทุน (2) การสร้างมูลค่าเพิ่มในบริการเดิมที่แต่ละฝ่ายมีความชำนาญ เช่น คลังห้องเย็น ลานจอดรถยนต์ คลังสินค้าอันตราย การขนส่งแบบต่อเนื่องหลายรูปแบบ


(3) การเชื่อมต่อฐานการให้บริการในภูมิภาคอาเซียนแบบไร้รอยต่อ โดยนำ Business Model ที่ประสบความสำเร็จในไทย ไปสร้างการเติบโตในต่างประเทศ (4) ให้บริการแบบ D2C (Direct to Consumer) ตามความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ผ่านบริการห้องเก็บของส่วนตัวให้เช่า โลจิสติกส์สำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ การขนส่งแบบด่วน


(5) พัฒนาขอบเขตการให้บริการอย่างต่อเนื่องในธุรกิจใหม่ ๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรม บริการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับจัดการโลจิสติกส์ เป็นต้น



Digital & Sustainability Logistics

ขณะที่แนวโน้มการดำเนินธุรกิจในมุมของ Digital บริษัทให้ความสำคัญกับการนำ Digitalization เข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพการให้บริการที่สูงขึ้น ซึ่งจะช่วยลดเวลาในการทำงาน ลดต้นทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจ และช่วยสร้างโอกาสใหม่ ให้ธุรกิจ


รวมถึงช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ผ่านการพัฒนาระบบภายในบริษัท เช่น การใช้ Platform as a Service (PaaS), การวิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้าเพื่อใช้ในการพัฒนาบริการ (Data Analytics) รวมถึง การใช้ระบบติดตามการขนส่ง (Telematics) ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัย และ ประสิทธิภาพการให้บริการ


นอกจากนี้ อีกหนึ่งแนวทางที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจที่ถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ แนวทางในการพัฒนาธุรกิจในรูปแบบ Sustainability โดย SJWD มีความพร้อมมุ่งเน้นการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและสังคม ผ่านแนวคิด ESG (Environment, Social, Governance) ด้วยกลยุทธ์ 5 ข้อได้แก่

  • การหา Solution ในการเพิ่ม Backhaul Matching คือ การ Match เที่ยวรถระหว่างขาไปและขากลับ เพื่อไม่ให้เกิดการขนส่งเที่ยวเปล่า ลดการใช้เชื้อเพลิง ลดการเกิดมลพิษทางอากาศที่กำลังส่งผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อมในขณะนี้

  • บริการขนส่งสินค้าต่อเนื่องหลายรูปแบบ Multi modal ด้วยเครือข่ายการขนส่งทั้งทางรถ ทางเรือ ผสมผสานโมเดลการขนส่งสินค้าเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่ต้องการขนส่งสินค้าภายในประเทศ หรือ นำเข้า-ส่งออกสินค้า เหมาะสำหรับสินค้าเทกอง (Bulky) หรือ สินค้าที่มีการขนส่งเป็นปริมาณมาก

  • ใช้ระบบ TMS (Transportation Management System) ช่วยให้การจัดส่งที่เน้น ESG มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจาก TMS เป็นระบบบริหารจัดการงานใน Logistics ทั้งหมดซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ ทำให้เข้าสู่การขนส่งแบบยั่งยืนได้มากขึ้น

  • Telematics Solution เทคโนโลยีที่ใช้ในการควบคู่กับการขับขี่ เพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่ง ลดต้นทุน และ เพิ่มความพึงพอใจให้กับผู้ใช้บริการ เพิ่มความปลอดภัยในทุกเที่ยวการขนส่งสินค้า พร้อมทั้งลดการสูญเสียเชื้อเพลิงโดยไม่จำเป็น และ

  • การใช้พลังงานจาก Solar Roof ที่นำมาติดตั้งหลังคาของคลังสินค้า


ส่องมุมมองนักวิเคราะห์

เมื่อเราได้ฉายภาพให้เห็นกันไปแล้ว ต่อจากนี้คือสิ่งที่นักวิเคราะห์มอง โดยบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มองว่าจะเริ่มเห็นการ Synergy ได้ตั้งแต่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 เป็นต้นไป และจะเห็นการ Synergy แบบเต็มปีตั้งแต่ในปี 2567 ซึ่งยังไม่รวมผลของการ M&A ในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกัน


นอกจากนี้ทาง SJWD ยังได้ตั้งเป้ามาร์เก็ตแคปไว้ที่ 100,000 ล้านบาท ภายในปี 2570 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งหากอิง PER 35 เท่า ควรมีกำไรสุทธิราว 2,900 ล้านบาทต่อปีขึ้นไป หรือการเติบโตของกำไรหลังควบรวมแล้วเฉลี่ยที่ 23% ต่อปีในช่วงเฉลี่ย 4 ปี โดยมองว่ามีความเป็นไปได้ และทั้งนี้ หากเป็นไปได้ตามแผนคาดว่า SJWD จะถูกเพิ่มเข้าสู่ SET50 ภายในปี 2569 เมื่อกำไรแต่ระดับ 1,800-1,900 ต่อปี ซึ่งจะมีมูลค่าตลาดเกินกว่า 60,000 ล้านบาท


Most Viewed
Stock of the Day
เช็คลิสต์ 5 หุ้น ต่างชาติ “ซื้อ-ขาย” มากสุดตั้งแต่ต้นปี
เมื่อ 21 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
“มิถุนา-ปีมะเมีย” ดักเงินหนีจาก “ตลาดแพง” หา “ของดี-ราคาถูก”... ถึงเวลา “หุ้นเอเชีย-หุ้นเวียดนาม” 2 ตลาด “ดาวเด่น” กับโอกาสลงทุนบน “Story of Growth” !!!
เมื่อ 17 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
OKJ พุ่งกระฉูด 27% หลังเปิดตัว Grill & Ground โบรกฯ ยังแนะ “ซื้อ” แม้ลดราคาเป้า มองผลงานครึ่งหลังฟื้นรับกลยุทธ์ 3 ด้าน
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
แสนสิริ เสริมแกร่งความร่วมมือกับ กลุ่มมิตซุย ฟุโดซัง เดินหน้า JV“เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” ดันพอร์ตร่วมทุนปี 68-69 โตร่วม 28,000 ล้านบาท
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
1,600 อยู่แค่เอื้อม! SET วันนี้ปิดบวกเกือบ 20 จุด รับแรงซื้อกลุ่มบิ๊กแคป หลังหมด overhang พร้อมแรงเก็งกระแสลงทุน รองรับ AI ขยายตัว
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us