คัดมาให้! 8 หุ้น กำไรปี 66 โตเด่น รับอานิสงส์จีนเปิดประเทศ-เลือกตั้ง
กำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยในปีที่ผ่านมา ทำได้ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้าอยู่ที่ 9.7 แสนล้านบาท แม้ว่าจะเป็นระดับที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่สิ่งที่สร้างความผิดหวังให้แก่นักลงทุนเห็นทีจะเป็นช่วงไตรมาส 4/65 ที่หลายบริษัทรายงานออกมาต่ำกว่าตลาดคาดการณ์
ทำให้ภาพการลงทุนในปี 2566 มีนักลงทุนที่เริ่มเฟ้นหาบริษัทที่จะสามารถมีการเติบโตของกำไรได้ดี เพื่อการสร้างผลตอบแทนให้แก่พอร์ตการลงทุนมากขึ้น ในวันนี้ทาง Wealthy Thai จึงขอโอกาสในการหยิบยกมุมมองการลงทุนจากผู้เชี่ยวชาญมาแบ่งปันให้แก่ผู้อ่านในครั้งนี้
โดยบทวิเคราะห์จากบล.หยวนต้า ให้คาดกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 1/66 จะทรงตัวหรืออ่อนตัวลงเล็กน้อยจากช่วงไตรมาส 1/65 ที่ทำได้ 2.4 แสนล้านบาท เนื่องจากราคาพลังงานมีการปรับตัวลง แต่อย่างไรก็ตามจะกลับมาเร่งตัวจากไตรมาสหน้าได้อีกครั้ง
ทั้งนี้ด้วยแรงหนุนจากการท่องเที่ยวที่เร่งตัวขึ้นหลังจีนเปิดประเทศเต็มรูปแบบ ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์สามารถผลิตและส่งมอบสินค้าได้ตามปกติซึ่งสะท้อนมายัง PMI ภาคการผลิตที่กลับมาเร่งตัวขึ้นในเดือน ม.ค-ก.พ.66 ส่วนกลุ่มพลังงานจะขาดทุนจากสต็อกลดลง เพราะราคาน้ำมันดิบยังทรงตัวจากไตรมาสก่อน และโครงการช้อปดีมีคืนช่วยหนุนยอดขายกลุ่มค้าปลีก
ขณะที่คาดการณ์ว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนจะกลับมาเติบโตได้โดนเด่นในช่วงครึ่งปีหลังปี 66 จากฐานต่ำ จึงแนะนำ 3 ธีมการลงทุนในหุ้นที่รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ,การเลือกตั้งในประเทศเดือน พ.ค. และการย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย
สำหรับกลุ่มเด่นส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นที่อิงการบริโภค ประกอบไปด้วย ธนาคารพาณิชย์ ,ค้าปลีก ,อาหารเครื่องดื่ม,สื่อสาร ,นิคมอุตสาหกรรม รวมถึงปิโตรเคมี ที่สามารถเลือกลงทุนแบบ Bottom fishing ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ขณะที่หุ้นเด่นที่เข้าธีมและกำไรปีนี้โตเด่นคือ SCB, BJC, CPALL, OSP, M, WHA, IRPC และSJWD
สำรวจปัจจัยพื้นฐาน
โดย SCB บทวิเคราะห์บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) คาดการณ์กำไรในปี 2566 ที่ 47,528 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้า 26.6% ด้วยภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศมีทิศทางที่ดีขึ้นและลูกหนี้ในพอร์ตยังมีความสามารถในการชำระเงินคืนอยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้ต้นทุนการเงินลดลง จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” และราคาเป้าหมายที่ 144 บาท
ส่วน BJC บทวิเคราะห์บล.โนมูระ พัฒนสิน คาดการณ์กำไรปี 2566 ที่ 6,367 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้า 28% ตามอานิสงส์เปิดประเทศ พร้อมกับความสำเร็จในการปรับกลยุทธ์ขายและการเพิ่มความสามารถในการทำกำไรของ BigC จึงให้คำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมาย 44 บาท
ด้าน CPALL บทวิเคราะห์บล.โนมูระ พัฒนสิน คาดการณ์กำไรปี 2566 ที่ 18,550 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้า 40% ตามภาวะการบริโภคและท่องเที่ยว หนุนการเติบโตยอดขายสาขาเดิมร้าน 7-11 ,แมคโครและโลตัสส์ ในขณะที่ด้านมาร์จิ้นจะได้อานิสงส์จากฝั่งแมคโครที่รายจ่ายทางการเงินจะค่อยๆลง จึงแนะนำ “TRADING BUY” ราคาเป้าหมายที่ 70 บาท
ส่วน OSP บทวิเคราะห์บล.โนมูระ พัฒนสิน คาดการณ์กำไรปี 2566 ที่ 2,807 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้า 45% จากต้นทุนที่ลดลงจากราคาก๊าซปรับตัวลงและประสิทธิภาพด้านต้นทุนดีขึ้นจากปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้น รวมถึงได้รับอานิสงส์จากกระทิงแดงปรับราคาขึ้น ทำให้มีโอกาสได้ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น จึงแนะนำ “TRADING BUY” ราคาเป้าหมายที่ 31 บาท
ต่อมา M บทวิเคราะห์บล.โนมูระ พัฒนสิน คาดการณ์กำไรปี 2566 ที่ 1,692 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้า 18% ตามรายได้และการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม ที่ได้แรงหนุนจากภาคการบริโภคที่ฟื้นตัวขึ้นและนักท่องเที่ยวจากต่างชาติที่เพิ่มขึ้น จึงให้คำแนะนำ “Trading Buy” และราคาเป้าหมายที่ 59 บาท
ขณะที่ WHA บทวิเคราะห์บล.ดาโอ (ประเทศไทย) คาดการณ์กำไรปี 2566 ที่ 3,862 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้า 18% ตามยอดโอนที่สูงที่ 1.3 พันไร่ จากการเข้ามาลงทุนของผู้ประกอบการ EV ที่เพิ่มขึ้นและรวดเร็ว ขณะที่นิคม Nghe An จะกลับมาขายที่ดินได้เพิ่มขึ้น และรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจไฟฟ้าที่ดีขึ้น จึงแนะนำ “ซื้อ” และราคาเป้าหมายที่ 4.50 บาท
ถัดมา IRPC บทวิเคราะห์บล.โนมูระ พัฒนสิน คาดการณ์ปี 2566 จะพลิกกลับมามีกำไร 544 ล้าบาท เพราะไม่มีขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนก้อนใหญ่มาฉุดเหมือนปี 2565 ขณะที่สเปรดปิโตรเคมีบางส่วนฟื้นตัวตามความต้องการจากจีน และอัตรากำไรธุรกิจโรงไฟฟ้าฟื้นตัวกลบต้นทุนคงที่ได้ จึงแนะนำ “ซื้อ” และราคาเป้าหมายที่ 3.80 บาท
สุดท้าย SJWD บทวิเคราะห์บล.ดาโอ (ประเทศไทย) คาดการณ์กำไรปี 2566 ที่ 1,104 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้า119% จากการควบรวมกิจการกับ SCGL มาจากธุรกิจเดิมของ JWD และ SCGL รายละประมาณ 552 ล้านบาท ผลบวกจากธุรกิจยานยนต์, ขนส่ง, คลังสินค้าทั่วไป และห้องเย็นที่เติบโตดี จึงแนะนำ “ซื้อ” และราคาเป้าหมาย 23 บาท

