ส่องธุรกิจ ITTHI ไอพีโอตัวล่าสุด เจ้าของหลอดไฟแบรนด์ “Lighttrio”
อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าแสงสว่างมีความเกี่ยวโยงกับการขยายตัวของอุตสาหกรรมก่อสร้าง เมื่อใดที่การก่อสร้างขยายตัวมากขึ้น ย่อมส่งผลให้ธุรกิจผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าแสงสว่างมีแนวโน้มที่จะเติบโตสูงตามไปด้วย เนื่องจากผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าแสงสว่าง เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ใช้เป็นส่วนประกอบของสิ่งปลูกสร้าง
ดังนั้น คอลัมน์ Next IPO ประจำวันอังคาร Wealthy Thai จะพามาทำความรู้จักกับบริษัท อิทธิฤทธิ์ ไนซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITTHI ผู้ดำเนินธุรกิจซึ่งสามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท ซึ่งประกอบด้วย 1.ธุรกิจจัดจำหน่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ซึ่งประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าส่องสว่าง และอุปกรณ์ประเภท IET (Internet Every Thing) โดยบริษัทเป็นผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์ส่องสว่างประเภท หลอดไฟ โคมไฟ และส่วนควบอื่น ๆ ด้วยเครื่องหมายการค้าในนาม “LIGHTTRIO” และ แบรนด์ชั้นนำที่ได้รับความนิยมทั่วไป
2.ธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ โดยบริษัทดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อประเภทแอลกอฮอล์ ซึ่งได้ดำเนินการจดแจ้งการผลิตเพื่อขายเครื่องสำอางประเภทแอลกอฮอล์เพื่อสุขอนามัยสำหรับมือและผิวกาย ชนิดไม่ล้างออก ในลักษณะเจล สเปรย์ไม่อัดแก๊ส และของเหลว ในบรรจุภัณฑ์หลากหลายแบบและหลากหลายขนาด ภายใต้แบรนด์ “UNION CLEAN” รวมถึงการรับจ้างผลิตแบบ OEM แก่ลูกค้าที่สนใจทั่วไป
ล่าสุด ITTHI ได้กำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ที่ราคา 3 บาทต่อหุ้น โดยเตรียมเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) วันที่ 22 มีนาคม 2566 ในหมวดธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค มีที่ปรึกษาทางการเงิน คือ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ มีบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย
สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2563 – 2565) โดยปี 2563 มีรายได้รวม 232.65 ล้านบาท แต่ปี 2564 ลดลงมาอยู่ที่ 216.84 ล้านบาท และล่าสุดปี 2565 รายได้รวมฟื้นตัวมาที่ 227.89 ล้านบาท โดยบริษัทมีรายได้หลักจากการจัดจำหน่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในสัดส่วน 73.80 – 98.22% ของรายได้รวม
อีกทั้งรายได้จากการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ ซึ่งประกอบด้วย แอลกอฮอล์ชนิดน้ำและชนิดเจล ซึ่งบริษัทได้รับสิทธิ์ในการจัดจำหน่ายจากคู่ค้าในแบรนด์ UNIONCLEAN โดยบริษัทมีรายได้จากการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ ในสัดส่วน 1.36 - 25.58% ของรายได้รวม
โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2563 – 2565) ซึ่งปี 2563 บริษัทมีกำไรสุทธิ 18.49 ล้านบาท แต่ปี 2564 ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 15.04 ล้านบาท ลดลง 18.65%จากปีก่อน เพราะรายได้ของผลิตและจำหน่ายแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อที่เริ่มลดลงภายหลังตลาดเริ่มเข้าสู่ดุลยภาพ ในขณะที่ธุรกิจจัดจำหน่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ประเภทผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าส่องสว่างยังคงฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป
และล่าสุดปี 2565 กำไรสุทธิฟื้นตัวมาอยู่ที่ระดับ 21.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40.60% เพราะการเพิ่มขึ้นของรายได้จากกลุ่มธุรกิจสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ตามแนวโน้มของภาพรวมของธุรกิจกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และกลุ่มรับเหมาก่อสร้างที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องภายหลังสถานการณ์ COVID-19 ที่ผ่อนคลายลงส่งผลให้บริษัทสามารถควบคุมต้นทุนของสินค้าในเรื่องการวางแผนการสั่งซื้อและการขนส่งได้ดีขึ้นเป็นหลัก
ทั้งนี้ธุรกิจจัดจำหน่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย คือ 1.กลุ่มลูกค้าโครงการ มีสัดส่วนเฉลี่ยประมาณ 80% ของรายได้จากการจัดจำหน่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 2.กลุ่มลูกค้าขายส่ง มีสัดส่วนเฉลี่ยประมาณ 15% ของรายได้จากการจัดจำหน่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
3.กลุ่มลูกค้ารายย่อย มีสัดส่วนเฉลี่ยประมาณ 5% ของรายได้จากการจัดจำหน่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และ 4. กลุ่มลูกค้าราชการ โดยบริษัทเริ่มมีรายได้จากลูกค้ากลุ่มดังกล่าวในปี 2565 มีสัดส่วนประมาณ 3.74% ของรายได้จากการจัดจำหน่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
ส่วนธุรกิจผลิตและจำหน่ายแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย คือ 1. ลูกค้าตัวแทนจำหน่าย (Dealer) ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นตัวแทนจำหน่ายให้แก่บริษัท และ 2. ลูกค้ารายย่อย (Retail) ซึ่งบริษัทจะทำการตลาดทั้งรูปแบบออฟล์และออนไลน์ในลักษณะใกล้เคียงกับธุรกิจจัดจำหน่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
ขณะที่ ITTHI มีเป้าหมายจะเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ประเภทผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าส่องสว่าง พลังงานทดแทน อุปกรณ์เทคโนโลยีอัจฉริยะ โดยบริษัทมุ่งมั่นที่จะพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อให้เข้ากับทุกรูปแบบการใช้ชีวิตของคนทุกเพศทุกวัย เพื่อทำให้ทุกสถานที่ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ของบริษัทเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดในการใช้ชีวิต ประหยัดพลังงาน มีบรรยากาศที่สวยงามและมีความปลอดภัย
ด้านวัตถุประสงค์การใช้เงิน เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจปกติของบริษัท ราว 197.09 ล้านบาทภายในปี 2566 – 2567 โดยบริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่ต่ำกว่า 40% ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับงบการเงินเฉพาะกิจการและหลังหักเงินสำรองต่าง ๆ ทุกประเภทตามที่กฎหมายและบริษัทได้กำหนดไว้ และการจ่ายเงินปันผลนั้นไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานตามปกติของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ

