ประเด็นลบ! “หุ้นแบงก์ไทย” ยังไม่จบ อาจโดนแรงขายต่างชาติ ป้องกันความเสี่ยง แถมต้องทำ asset allocation หุ้นธนาคารทั่วโลก

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากประเด็น นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า กรณีธนาคาร Credit Suisse (CS) มีปัญหาสะสมมาก่อนหน้า และมีผลขาดทุนสูงต่อเนื่อง


รวมถึงเมื่อมีข่าวว่าผู้ถือหุ้นรายสำคัญมีข้อจำกัดในการเพิ่มทุนให้ CS จึงกระทบความเชื่อมั่นของตลาด จนธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์และผู้กำกับดูแลต้องให้ความช่วยเหลือด้านสภาพคล่อง และล่าสุดภาครัฐได้จัดการให้ธนาคาร UBS เข้าซื้อหุ้นของ CS เพื่อรวมกิจการและระงับไม่ให้เหตุการณ์ลุกลามแล้ว


ทั้งนี้ ธปท. ประเมินว่าผลกระทบจากเหตุการณ์ข้างต้นต่อระบบการเงินไทยมีจำกัด จากธุรกรรมของภาคธนาคารและกองทุนประเภทต่างๆ ที่อยู่ในระดับต่ำ ขณะเดียวกันการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ไทยเป็นไปตามมาตรฐานสากลที่เข้มงวด


ด้านสำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ราคาหุ้นกู้ที่นับเป็นกองทุนชั้นที่ 1 (Additional Tier 1 = AT1) ของธนาคารบางแห่งในเอเชียร่วงลงอย่างรุนแรงในช่วงเช้าวานนี้ หลังจากหน่วยงานกำกับดูแลของสวิตเซอร์แลนด์ ระบุว่า มูลค่าผลิตภัณฑ์หุ้นกู้ของเครดิต สวิส อาจจะหายไปถึง 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังจากเครดิต สวิส ขายกิจการให้กับยูบีเอส นอกจากนี้ นักลงทุนกำลังประเมินว่าธนาคารระดับภูมิภาคมีความเกี่ยวข้องกับหุ้นกู้ของเครดิต สวิสมากเพียงใด และจะส่งผลกระทบต่อการระดมทุนของกลุ่มผู้ปล่อยกู้หรือไม่


โดยฝ่ายวิจัยมีมุมมองเป็น sentiment เชิงลบต่อกลุ่มธนาคารกับประเด็นเรื่อง CS เพราะระยะสั้น Fund flow มีโอกาสที่จะไหลออกจากกลุ่มธนาคารเพื่อป้องกันความเสี่ยงและเป็นการทำ asset allocation ของหุ้นกลุ่มธนาคารทั่วโลก แต่อย่างไรก็ดี คาดว่าในด้านพื้นฐานผลกระทบจะจำกัด


โดยจากการสอบถามกลุ่มธนาคารพบว่า ธนาคารพาณิชย์ในไทยไม่มีการลงทุนโดยตรงใน AT1 ในต่างประเทศ มีเพียงการออกหุ้นกู้ AT1 ของตัวเอง (BBL, KBANK, KTB, TTB) แต่อย่างไรก็ดีธนาคารบางแห่งมีธุรกรรมที่เกี่ยวโยงด้าน LG มากกว่า ซึ่งผลกระทบน้อยมากๆหรือแทบจะไม่มีผลกระทบต่องบกำไรขาดทุนเลย


ขณะที่มีสินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อรองรับกระแสเงินสดที่อาจไหลออกในภาวะวิกฤต (Liquidity Coverage Ratio: LCR) ยังอยู่ในระดับสูงที่ 197.3% ด้านเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) ยังอยู่ในระดับสูงเฉลี่ยอยู่ที่ 18.5% จากเกณฑ์ขั้นต่ำที่ 8.5% ส่วนเงินสำรองต่อหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL Coverage Ratio) สูงถึง 191%


ดังนั้นยังคงน้ำหนักการลงทุนกลุ่มธนาคารเป็น “มากกว่าตลาด” โดย valuation ยังถูกเทรดที่ระดับเพียง 0.68 เท่า PBV ด้าน NPL แม้ว่าจะยังอยู่ในขาขึ้น แต่เป็นการทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยชอบกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่มากกว่าธนาคารขนาดเล็กเนื่องจากได้ประโยชน์จากแนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้น


ทั้งนี้ยังเลือก BBL เป็น Top pick ราคาเป้าหมายปี 66 ที่ 187.00 บาท เพราะ BBL เป็นหุ้นที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้น ขณะที่ยังมีความแข็งแกร่งทางด้านการเงินที่รองรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้ดีกว่าคู่แข่ง เพราะมี coverage ratio อยู่ในระดับสูงที่สุดในกลุ่มที่ 261% นอกจากนี้ Valuation ยังน่าสนใจโดยเทรดที่ PBV เพียง 0.57 เท่า


อีกทั้งยังชอบ KTB ราคาเป้าหมายปี 66 ที่ 20.00 บาท เพราะได้รับผลดีจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้น ด้าน valuation ปัจจุบันยัง laggard เมื่อเทียบในกลุ่มธนาคาร โดยซื้อขายที่ระดับต่ำ เพียง PBV ที่ 0.62 เท่า (กลุ่มธนาคารซื้อขายที่ 0.68 เท่า) ขณะที่คาดว่าจะมี upside เพิ่มจากการใช้ data ใน application เป๋าตังและอื่นๆที่ช่วยเหลือรัฐบาล ซึ่งสามารถนำข้อมูลมา cross-selling เพิ่มเติมได้อีกในอนาคต

ณัฐภูมินทร์ ทวีทรัพย์

Senior Content Creator

Most Viewed
Stock of the Day
หุ้นแบงก์พุ่งยกแผง รับปัจจัยหนุนรอบด้าน รัฐเร่งลงทุน-ลุ้น Q2 กำไรดีกว่าคาด บอนด์ยีลด์ทรงตัวสูง-ปันผลเด่น
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Where to put your money
รู้หรือไม่? “SpaceX” ไม่ได้ถูกตีค่าในฐานะบริษัทจรวด... แต่ถูกตีค่าในฐานะ “ผู้ถือกุญแจสู่อนาคต” !!!
เมื่อ 2 ชั่วโมงที่แล้ว
Wealth EZ
Credit Spread คืออะไร สำคัญยังไง? ส่องส่วนต่างความเสี่ยง ก่อนช้อปหุ้นกู้
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
GULF ตอกย้ำความเชื่อมั่นระดับสากล ประสบความสำเร็จในการจัดหาเงินกู้ร่วมในต่างประเทศ มูลค่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อ 19 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
CNN เผยรายชื่อวิทยากรที่ตบเท้าเข้าร่วมงานเสวนาระดับโลก Global Perspectives: In Bangkok ที่จัดขึ้นครั้งแรกในกรุงเทพฯ
เมื่อ 19 ชั่วโมงที่แล้ว
Follow Us