แปลความหมาย! เหล่าคำศัพท์ที่นักลงทุน พบบ่อยมากที่สุดใน “บทวิเคราะห์”
อีกหนึ่งคู่มือของนักลงทุน ที่เรามักจะนำมาใช้ประกอบพิจารณาตัดสินใจในการลงทุนเลือกซื้อหุ้น ก็คือรายงาน “บทวิเคราะห์” ซึ่งถือเป็นคัมภีร์การลงทุนที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของบรรดาเหล่านักลงทุนไม่ว่าจะเป็นมือเก๋า มือเซียน รวมไปถึงนักลงทุนรายย่อยอย่างเราๆ
แต่สำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ที่สนใจจะกระโดดเข้ามาในตลาดหุ้น “บทวิเคราะห์” ก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถพิจารณาตัดสินว่าจะเทใจลงทุนให้กับหุ้นตัวๆนั้นได้หรือไม่
อย่างไรก็ตามในฐานะที่เราเป็นนักลงทุนมือใหม่ อาจจะติดขัดปัญหาด้านคำศัพท์เฉพาะที่นักวิเคราะห์ระบุเอาไว้ในเนื้อ จึงอาจทำให้เกิดความไม่เข้าใจ หรืออาจจะตีความหมายออกมาได้ไม่ตรงตามที่ข้อมูลที่นักวิเคราะห์จะสื่อสาร
ดังนั้นในครั้งนี้ Wealthy Thai จึงขออนุญาตหยิบบทความของ knowledge.bualuang จากบริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ที่ได้รวบรวมเหล่าคำศัพท์ที่เราจะได้พบเห็นในบทวิเคราะห์มาให้นักลงทุนทำความรู้จักกันมากขึ้น
เริ่มกันที่ Yield มีความหมายคือ อัตราผลตอบแทน ส่วน PER / PE หรือความหมายก็คือ Price to earning per share หรือ อัตราส่วนระหว่างราคาหุ้น และกำไรต่อหุ้น (Earnings Per Share : EPS) สำหรับความหมายของ Fair value คือ ราคาที่เหมาะสม หรือราคาเป้าหมายที่กำหนดไว้
YoY หรือ y-y ความหมายคือ Year on Year การเปรียบเทียบผลประกอบการในช่วงเวลาเดียวกันแบบรายปี โดยเทียบปีปัจจุบันกับปีก่อนหน้า ส่วน QoQ หรือ q-q ความหมายคือ Quarter on Quarter การเปรียบเทียบผลประกอบการในช่วงเวลาเดียวกันแบบรายไตรมาส โดยเทียบไตรมาสปัจจุบันกับไตรมาสก่อนหน้า
ขณะที่ตัวอย่างในด้านของช่วงไตรมาสและช่วงปี ซึ่งจะพบเห็นได้บ่อยในบทวิเคราะห์ เช่น 1Q23 ความหมายก็คือ ไตรมาสที่ 1 ของปี 2023 และส่วนในไตรมาส อื่นๆนั้น ความหมายก็จะเหมือนกันแต่แตกต่างกันแค่ช่วงเวลา 2Q23 ไตรมาสที่ 2 ของปี 2023 ขณะที่ 3Q23 ไตรมาสที่ 3 ของปี 2023 และ 4Q23 ไตรมาสที่ 4 ของปี 2023
มาต่อกันที่ Consensus ความหมายคือ การสำรวจความเห็นของการวิเคราะห์หุ้นจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย เช่น จากโบรกเกอร์ต่างๆ / Bloomberg ที่ติดตามข้อมูลรายบริษัทอย่างใกล้ชิด โดยจะนำเสนอในรูปตารางสรุปตัวเลขสำคัญทางการเงินรายบริษัท เช่น กำไรสุทธิ, กำไรต่อหุ้น (EPS), อัตราเงินปันผล (DIY), มูลค่าตามปัจจัยพื้นฐาน (Target Price), คำแนะนำสำหรับการลงทุน เป็นต้น
สำหรับ ความหมายของ Overweight คือเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นตัวนั้นเมื่อเทียบกับน้ำหนักลงทุนปกติ ส่วนในทางตรงกันข้าม Underweight ก็คือลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นตัวนั้นเมื่อเทียบกับน้ำหนักลงทุนปกติ
ส่วนความหมายของ Strong-Buy หรือ Outperform คือ หุ้นน่าสนใจ น่าซื้อ เพราะถูกกว่าราคาประเมินจากพื้นฐาน และอาจจะมีปัจจัยด้านบวกที่จะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นได้ในเร็วๆนี้ และคาดว่าจะทำให้อัตราผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดหุ้นโดยรวมซึ่งคิดเป็นส่วนของเปอร์เซนต์
ถัดมาคือ Neutral มีความหมายว่า ให้น้ำหนักการลงทุนของหุ้นเทียบเท่ากับสัดส่วนน้ำหนักถ่วงในตลาดหุ้น และคาดว่าจะให้อัตราผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีกลุ่ม หรือ อัตราผลตอบแทนโดยรวมเป็นเปอร์เซนต์
ขณะที่ ความหมายของ Sell หรือ Underperform คือ “ขาย” เนื่องจากราคาหุ้นไม่น่าสนใจ ประเมินแนวโน้มรายได้/กำไรของบริษัทว่ามีโอกาสปรับตัวลงต่อไป หรือราคาหุ้นยังไม่สะท้อนปัจจัยลบได้ทั้งหมด หรืออาจมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ซึ่งจะสร้างผลกระทบระยะยาวต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท ไม่ใช่ผลกระทบที่เข้ามาเพียงระยะสั้น และคาดว่าจะให้อัตราผลตอบแทนแย่กว่าดัชนีกลุ่มเดียวกัน หรือตลาดหุ้นโดยรวมคิดเป็นเปอร์เซนต์
ความหมายของ Buy on dip คือการซื้อหุ้นเมื่อราคาย่อตัวลงชั่วคราวในแนวโน้มขาขึ้น ขณะที่ความหมายของAccumulative-Buy คือทยอยซื้อหุ้นสะสม เนื่องจากปัจจัยบวกยังไม่เกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้ แต่สำหรับ Trading buy / Speculative Buy คือการซื้อเก็งกำไร และส่วน Sell on fact คือการขายหุ้นทำกำไรเมื่อบริษัทประกาศข่าวดี
Laggard คือ หุ้นที่ตอบสนองต่อการปรับตัวของราคาช้ากว่าดัชนี SET หรือช้ากว่ากลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน ในจังหวะที่ดัชนีหรือหุ้นในกลุ่มปรับตัวขึ้น หุ้นกลุ่มนี้จะทรงตัวในระดับที่ต่ำกว่า ทำให้มีราคาถูกเมื่อเทียบกับดัชนีหรือหุ้นในกลุ่ม และมีโอกาสที่ราคาหุ้นจะสะสมแรงไว้เพื่อวิ่งไล่ตามดัชนีหรือกลุ่มได้ในอนาคต
สำหรับ เหล่าคำศัพท์ที่นักลงทุนจะได้เห็นอยู่บ่อยครั้งในบทวิเคราะห์ เพิ่มเติมอีกคือคำว่า Turnaround ซึ่งมีความหมายคือ หุ้นพลิกฟื้น หรือหุ้นที่มีผลประกอบการขาดทุนแล้วกลับมามีกำไรอีกครั้ง ส่วน Sideways มีความหมายคือการที่ราคาหุ้นไม่ขึ้น ไม่ลง หรือขึ้นลงในกรอบราคาแคบๆ
ส่วน ความหมายของ Growth Stock คือ บริษัทที่มีอัตราการเติบโตสูง มักเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดในกลุ่ม Mid cap ที่มีรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ที่สามารถทดแทนการดำเนินธุรกิจแบบเดิม
ปิดท้ายที่ Small Cap หรือคำว่า Small Capitalization หุ้นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดน้อย หรือต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท ส่วน Mid Cap หรือ Middle Capitalization หุ้นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดปานกลาง ระหว่าง 5,000 – 20,000 ล้านบาท
ขณะที่ Big Cap หรือ Large Caps คือ Big Capitalization หุ้นที่มีมูลค่าตลาดสูงมากกว่า 20,000 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทชั้นนำในแต่ละธุรกิจ โดยทั่วไปหุ้นในกลุ่ม Big Cap จะมีความมั่นคงสูง อัตราเติบโตปานกลาง หรือเรียกอีกชื่อว่าหุ้นกลุ่ม Blue Chip หรือ หุ้นบริษัทในดัชนี SET50 นั่นเอง
