วิเคราะห์พื้นฐาน 3 หุ้นกลุ่มลีสซิ่ง บริษัทไหนธุรกิจจะแข็งแกร่งกว่ากัน!
กำลังจะผ่านพ้นไตรมาส 1/66 แล้ว Wealthy Thai จึงอยากชวนนักลงทุนมาสำรวจแนวโน้มการเติบโตของหุ้นในกลุ่มลีสซิ่งทั้ง 3 หลักทรัพย์ นั่นคือ SAWAD, MTC และ TIDLOR ว่าจะมีทิศทางการดำเนินงานเป็นอย่างไร บริษัทไหนจะมีกำไรเติบโตต่อเนื่อง ขณะเดียวกันบริษัทไหนจะมีปัจจัยกดดันที่นักลงทุนต้องติดตามบ้าง
โดยเริ่มกันที่ SAWAD หรือ บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นักวิเคราะห์จากบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า บริษัทตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อปี 2566 โต 25-30% หนุนจากพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์มือหนึ่งที่ปล่อยผ่านบริษัทย่อยของ SCAP ที่เร่งตัวขึ้นมาก ขณะที่สินเชื่อในกลุ่มจำนำทะเบียนรถคาดโต 20-25% สอดรับกับภาพรวมของอุตสาหกรรม ส่วนสินเชื่อจำนำทะเบียนรถจักรยานยนต์ของบริษัทเงินสดทันใจ (JV ร่วมกับธ.ออมสิน) ตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อที่ 3.1 หมื่นลบ. จากราว 2 หมื่นลบ. ในปี 2565
ด้าน NPL ปีนี้ตั้งเป้าที่ 2.5-2.7% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากสิ้นปีก่อนที่ 2.4% ส่วนการตั้งสำรองคาดจะอยู่ที่ราว 150 ลบ. ต่อไตรมาส และตั้งเป้าระดับ Coverage Ratio ระยะยาวที่ 60-70% จาก ณ สิ้นปี 2565 ที่ 54% แต่จะเป็นการทยอยตั้งเพิ่มแบบค่อยเป็นค่อยไปเพื่อไม่ให้กดดันการเติบโตของกำไร
ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์มีมุมมองเชิงบวก คาด SAWAD จะมีความโดดเด่นในการเร่งขยายสินเชื่อและการเพิ่มส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่เหนือกว่าคู่แข่ง อีกทั้งด้วยการคงนโยบายชะลอการปล่อยสินเชื่อในช่วง Covid-19
ประกอบกับสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์มือหนึ่งเป็นสินเชื่อที่มีการพิจารณา Credit ของลูกค้าเข้มงวดกว่าสินเชื่อจำนำทะเบียน ทำให้คาดคุณภาพสินทรัพย์ของบริษัทจะยังอยู่ในระดับที่แข็งแรง และทำให้การตั้งสำรองจะอยู่ในกรอบที่ประมาณการที่ 661 ล้านบาท ในปีนี้ หนุนให้คาดทั้งปี SAWAD จะมีกำไรสุทธิ 5,524 ลบ. โต 23.4% โดย SAWAD ยังคงให้เป็น Top Pick ของกลุ่ม Finance คงคำแนะนำ ซื้อ มูลค่าพื้นฐานที่ 64 บาท
ถัดมา MTC หรือ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) นักวิเคราะห์จากบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า ยังเห็นสัญญาณที่เร่งตัวขึ้นของหนี้เสีย ซึ่งคาดจะยังทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องจนถึงไตรมาส 2/66 ก่อนที่จะเริ่มเห็นผลบวกจากการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศที่เร่งตัวขึ้น จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ปรับขึ้น และการบริโภคภารครัวเรือนที่ฟื้นตัว ทำให้มองว่า MTC จะยังมีค่าใช้จ่ายสำรอง (credit cost) ที่สูงไปอีก 2 ไตรมาส ก่อนที่จะเริ่มทยอยปรับลงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ทำให้ คาด Credit Cost ทั้งปี 2566 จะลดลงเหลือ 2.2% จาก 2.7% ในปี 2565
สำหรับเป้าหมายของปี 2566 บริษัทยังคงตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ที่ 20% (ฝ่ายวิเคราะห์คาดโต 18%) หนุนจากความต้องการสินเชื่อในต่างจังหวัดที่เร่งตัวขึ้นหลังการระบาด Covid-19 ลดความรุนแรงลง ประกอบกับมีแผนเปิดตัวสาขาใหม่อีกกว่า 600 สาขา ตามเป้าหมายสิ้นปีที่ 7,200 สาขา เพื่อรองรับและขยายพื้นที่ให้บริการลูกค้า เบื้องต้นฝ่ายวิเคราะห์ประเมิน MTC จะมีกำไรปี 2566 ที่ 6,057 ล้านบาท โต 18.93% จากปีก่อน
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์ยังมีมุมมองระมัดระวังต่อ MTC หลังการตั้งสำรองและหนี้เสียของพอร์ตสินเชื่อยังเป็นทิศทางปรับขึ้นต่อเนื่อง อีกทั้งจะมีแรงกดดันจากทั้งการแข่งขันในกลุ่มสินเชื่อจำนำทะเบียนที่รุนแรงขึ้น และค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นตามทิศทางของ Bond Yield ทำให้แม้ราคาหุ้นปัจจุบันจะมี Upside จากมูลค่าพื้นฐานปี 2566 ที่ 44 บาท แต่ฝ่ายวิเคราะห์คงคำแนะนำเพียง “Trading” จนกว่าจะเห็นสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น เช่น การตั้งสำรองเริ่มลดลง หรือหนี้เสียเริ่มชะลอตัว
ส่วน TIDLOR หรือ บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) นักวิเคราะห์จากบล.กรุงศรี พัฒนสิน ระบุว่า ปรับกำไรสุทธิปี 2566 ลง 12% มาอยู่ที่ 3,527 ล้านบาท หดตัว 3% จากปี 2565 เพื่อสะท้อนให้เห็นถึง credit cost ที่มากกว่าคาด จาก 1. ลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการช่วยเหลือมีแนวโน้มตกชั้นลง, 2. การตัดจำหน่ายหนี้สูญ (write-off) ที่เพิ่มขึ้น และ 3. ยังคงรักษาระดับ LLR/loan อยู่ที่ประมาณ 4% รวมถึงปรับประมาณการ credit cost ขึ้นเป็น 330 bps. จากเดิม 260 bps
โดยฝ่ายวิเคราะห์มองว่าคุณภาพสินทรัพย์มีแนวโน้มอ่อนแอลงตามเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวช้า นอกจากนั้นลูกหนี้บางส่วนที่หมดโครงการช่วยเหลือทยอยตกชั้น เบื้องต้นคาดว่า NPL มีแนวโน้มปรับเพิ่มต่อไปจนถึงกลางปีนี้ โดยปี 2566 บริษัทตั้งเป้าคุม NPL ไม่ให้เกิน 2% เทียบกับฝ่ายวิเคราะห์คาดที่ 1.80% จากปีก่อนอยู่ที่ 1.58% และบริษัทมองว่า credit cost ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 300-350 bps. เทียบกับฝ่ายวิเคราะห์คาดที่ 330 bps. จากปีก่อนที่ 222 bps.
ทั้งนี้ คาดกำไรครึ่งแรกปี 2565 ยังไม่สดใส โดยแรงกดดันหลักมาจาก credit cost จากคุณภาพสินทรัพย์ที่อ่อนแอ ซึ่งการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อรวมและรายได้ค่าธรรมเนียมการขายประกันไม่สามารถชดเชยผลกระทบได้ อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะเริ่มเห็นคุณภาพสินทรัพย์กลับมาดีขึ้นครึ่งหลังของปีนี้ และทำให้กำไรกลับมาเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนได้ ปรับคำแนะนาลงเป็น NEUTRAL และปรับราคาเป้าหมายเป็น 28 บาท

