AGE ปรับกลยุทธ์ธุรกิจ หวังผลักดันผลงานนิวไฮต่อเนื่อง
ในปีที่ผ่านมาราคาถ่านหินปรับตัวขึ้นอยู่ในระดับสูงจากปัญหาขาดแคลนพลังงานโดยเฉพาะยุโรปที่ประสบปัญหาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติและถ่านหินจากรัสเซีย ในขณะที่การผลิตถ่านหินในตลาดไม่ได้มีมากนัก ทำให้อุปสงค์และอุปทานสวนทางกัน ดันราคาถ่านหินให้พุ่งขึ้นไปอยู่ในระดับสูง
จากสภาวะดังกล่าว ย่อมส่งผลบวกต่อผู้ประกอบการที่จัดจำหน่ายถ่านหินโดยตรง ซึ่งบริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี จำกัด (มหาชน) หรือ AGE เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ได้รับผลบวกจากราคาถ่านหินที่เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน ช่วยสนับสนุนให้กำไรสุทธิในปี 2565 เติบโตกว่า 90% หรือทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
โดยปี 2565 บริษัทมีรายได้จากการขายและบริการ 18,815.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% เมื่อเทียบกับปี 2564 และกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,248.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 607.7 ล้านบาท หรือเติบโต 94.9% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากราคาขายถ่านหินเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ทำให้บริษัทสามารถรักษาส่วนต่างระหว่างราคาขายและต้นทุนของถ่านหินได้ดีขึ้น
ขณะที่ปริมาณการขายถ่านหินรวมอยู่ที่ 4.1 ล้านตัน แบ่งเป็น ปริมาณการขายถ่านหินในต่างประเทศ ที่ 0.26 ล้านตัน และปริมาณการขายถ่านหินในประเทศที่ 3.8 ล้านตัน
ส่วนรายได้จากธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์อยู่ที่ 2,074 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน แบ่งเป็นรายได้จากการให้บริการกับกลุ่มบริษัทในเครือ AGE จำนวน 1,462 ล้านบาท และรายได้จากการให้บริการกับกลุ่มลูกค้าภายนอกซึ่งรวมรายได้จากการขายน้ำมัน และสินค้าเกษตรอยู่ที่ 612 ล้านบาท
ดังนั้นจากอัตราการเติบโตที่โดดเด่นในปีก่อน ทำให้ปี 2566 บริษัทถูกจับตามองว่าจะมีกลยุทธ์การดำเนินงานอย่างไร และจะสามารถสร้างการเติบโตที่ต่อเนื่องได้หรือไม่ ท่ามกลางแนวโน้มราคาถ่านหินที่อาจผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว
โดยนายพนม ควรสถาพร ประธานกรรมการบริหาร AGE ได้เปิดเผยถึงแผนธุรกิจในปีนี้ว่า ปี 2566 บริษัทมีความเชื่อมั่นว่าผลการดำเนินงานจะสามารถทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 23,400 ล้านบาทได้อย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งเป็นสัดส่วนรายได้จากการจำหน่ายถ่านหิน และสินค้าเกษตร 96% ส่วนโลจิสติกส์ประมาณ 4% ของรายได้รวม
ทั้งนี้ บริษัทได้ปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจ เพื่อบริหารจัดการต้นทุนราคาถ่านหินให้มีประสิทธิภาพ และต้นทุนการขนส่งที่สามารถแข่งขันได้ จากการมี facility การขนส่งและการดำเนินการที่ครบวงจร โดยแบ่งออกเป็น 4 มิติ ดังนี้ 1. การขยายตลาดในกลุ่มธุรกิจถ่านหินทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ เวียดนาม กัมพูชา เพื่อรองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและความต้องการที่เพิ่มขึ้น จากราคาถ่านหินที่ปรับตัวลดลง ส่งผลให้บริษัทตั้งเป้าปริมาณการขายถ่านหินสำหรับปี 2566 ไว้ที่ระดับ 5.2 ล้านตัน
2.การขยายการให้บริการขนส่งในกลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ โดยในปีนี้บริษัทตั้งงบลงทุนไว้ที่ระดับ 235 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อรถบรรทุกเพิ่มขึ้นอีก 52 พ่วง ซึ่งทยอยรับมอบมาแล้วในช่วงต้นปี 2566 จำนวน22 พ่วง เพื่อรองรับงานให้บริการขนส่งโลจิสติกส์ ทั้งสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมที่จะเพิ่มขึ้นในปีนี้ และยังมีการลงทุนขยายพื้นที่คลังจัดเก็บสินค้าและโรงงานคัดแยกหลังที่5 มูลค่า 50 ล้านบาท รวมถึงลงทุนในระบบบริหารจัดการ IT มูลค่า 10 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการด้านโลจิสติกส์ สำหรับการตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าได้สูงขึ้น
3.การขยายการให้บริการในกลุ่มธุรกิจลิสซิ่ง โดยในปี2565 บริษัทมีการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถบรรทุกให้กับพนักงานขับรถที่มีผลงานดีภายใต้โครงการ “เถ้าแก่น้อย” เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานสามารถเป็นเจ้าของรถบรรทุกเองได้ โดยปีนี้บริษัทตั้งปล่อยสินเชื่อรถบรรทุกเช่าซื้อให้กับพันธมิตรและผู้ร่วมโครงการ “เถ้าแก่น้อย” เพิ่มเป็น 500 ล้านบาท จากปีก่อนที่มีการปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 50 ล้านบาท โดยเริ่มรับรู้รายได้แล้ว 0.5 ล้านบาท
และ 4. ในช่วงปลายปี 2565 บริษัทได้มีการขยายธุรกิจไปยังธุรกิจเทรดดิ้งสินค้าเกษตร ทำให้ปีนี้จะมีการรับรู้รายได้เข้ามาเต็มปี โดยตั้งเป้ารายได้จากการจำหน่ายสินค้ามันสำปะหลังอยู่ที่ 400 ล้านบาท หรือประมาณ 5 ล้านตัน
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนปรับประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการบริหารจัดการต้นทุนในด้านต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมทั้งการดูแลบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกิจ และความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

