Official Update :

NRF วางกลยุทธ์เข้าซื้อกิจการ หวังเจาะตลาดอีคอมเมิร์ซใน “Amazon”

นายแดน ปฐมวาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ NRF  เปิดเผยว่า บริษัทวางกลยุทธ์ในการเข้าซื้อกิจการ 100% ในบริษัทที่จำหน่ายสินค้าบนแพลตฟอร์ม Amazon.com โดยขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาหลายดีล คาดว่าจะเห็นความชัดเจนในปี 2564 ประมาณ 5 ดีล


โดยมุ่งเน้นการเข้าลงทุนผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในกลุ่ม Ethnic Food, Plant-Based Food, Functional Product โดยจะคัดเลือกบริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขัน และเป็นเบอร์ 1-2 ของอุตสาหกรรมนั้นๆ  ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะต้องมียอดขายที่ดีในระบบ E-Commerce ของ Amazon และสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีเกณฑ์การเลือกลงทุนที่ชัดเจนเพื่อให้บริษัทได้รับประโยชน์สูงสุด  


สำหรับบริษัทที่จะลงทุนต้องเป็นธุรกิจที่มี EBITDA อย่างน้อย 3 แสน - 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และราคาซื้อธุรกิจเป้าหมายต้องไม่เกิน 3.5 เท่า สำหรับค่าลงทุนส่วนแรก อย่างไรก็ตาม รูปแบบการร่วมทุนหรือเข้าซื้อกิจการ (M&A) จะทำให้ NRF เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยวางงบการเข้าซื้อกิจการในช่วง 3 ปีนับจากนี้ไว้ประมาณ 3,000 ล้านบาท จากเดิมกำหนดไว้ 1,000 ล้านบาท


“เหตุผลที่เราต้องรีบเข้าซื้อกิจการภายใน 3 ปี เพราะมองว่าโอกาสทองไม่รอใคร โดยต้องเข้าซื้อบริษัทที่เป็นเบอร์ 1-2 ของอุตสาหกรรมให้ได้ เราต้องทำงานให้รวดเร็ว  โดยเชื่อว่า E-Commerce และการเข้าซื้อกิจการ จะสร้างรายได้และ EBITDA ให้กับบริษัทได้เร็วพอสมควร”นายแดน กล่าว


ล่าสุด บริษัทประกาศเพิ่มขนาดการลงทุนในบริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท เอ็นอาร์เอฟ คอนซูเมอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ NRF ถือหุ้น 55% ร่วมกับบริษัท Boosted Ecommerce, Inc ในสหรัฐอเมริกา ถือหุ้น 45% จัดตั้งบริษัท Boosted NRF Corporation เพื่อลงทุนในธุรกิจ Branded e-commerce บน Amazon.com


ขณะเดียวกันบริษัทเห็นโอกาสเข้าซื้อสินทรัพย์ภายใต้แบรนด์ Prime Labs ดำเนินธุรกิจอาหารเสริมสำหรับผู้ชายวัย 45 ปีขึ้นไป โดยมียอดขายอันดับ 1 ใน Amazon.com ซึ่งทำให้ NRF สามารถสร้าง Online Community ได้เนื่องจากมีฐานลูกค้ากว่า 200,000 ราย เพื่อต่อยอดธุรกิจปัจจุบัน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสินค้าของ NRF บนแฟลตฟอร์ม E-commerce จะช่วยเพิ่มรายได้ต่อเนื่อง และเป็นการเพิ่มโอกาสในการเสนอขายสินค้าในหมวดผลิตภัณฑ์อื่นๆ แก่กลุ่มลูกค้าเดิม และสามารถต่อยอดไปสู่แผนการลงทุนในอนาคต เช่น การรับจ้างเป็นผู้ผลิตสินค้า (OEM) รวมถึงการต่อยอดธุรกิจ V-shape เป็นต้น คาดว่าการลงทุนดังกล่าว จะสามารถรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 1/2564 เป็นต้นไป และจะทำให้บริษัท มีรายได้เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 15%


ดังนั้นตั้งเป้าหมาย 3 ปีข้างหน้าจะมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจ E-Commerce คิดเป็นมากกว่า 50% ของรายได้ทั้งหมด และมีจุดมุ่งหมายที่จะสร้าง NRF Online Community ที่จะมี Data ที่คอยเก็บข้อมูลมาเพื่อพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า พร้อมมีวิสัยทัศน์มุ่งหวังให้อาหารโปรตีนจากพืช (Plant-based food) เข้าเป็นส่วนหนึ่งในมื้ออาหารของกลุ่มผู้บริโภคทุกครัวเรือน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงของระบบอาหารและช่วยโลกให้ยั่งยืน


ขณะที่แผนการดำเนินงานปี 2564 บริษัทตั้งเป้ารายได้จากการขายเติบโต 20% จากปี 2563 ที่มีรายได้จากการขาย 1,408 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตผ่าน 3 ธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มอาหารโปรตีนจากพืช (Plant-Based Food)ที่คาดว่าจะมีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นแตะ 15% จากปีก่อนอยู่ที่ 8% หลังมีกระแสความนิยมการบริโภคทั้งใน สหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชีย


นอกจากนี้ จะเริ่มรับรู้รายได้จากการขายสินค้าผ่านช่องทาง E-Commerce ของ Amazon เป็นปีแรก อีกทั้งบริษัทมีแผนเข้าลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ และมองโอกาสเข้าซื้อกิจการหรือร่วมทุน ซึ่งจะเป็นส่วนที่ช่วยให้ NRF ต่อยอดผลิตภัณฑ์ในอนาคต ซึ่งจากแผนงานดังกล่าวจะสนับสนุนเป้าหมายรายได้แตะ 3,000 ล้านบาท ในปี 2567 ได้เร็วกว่าที่วางไว้


นายแดน กล่าวอีกว่า บริษัทเล็งเห็นศักยภาพธุรกิจ E-commerce ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการเป็นตลาดกลางออนไลน์ ซึ่งมีการเติบโตที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการบริโภคในยุคปัจจุบันที่มีการซื้อ-ขายสินค้าทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น โดยมีสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 เป็นกลไกสำคัญ  สะท้อนจากการที่มีการจัดตั้งธุรกิจใหม่อย่างต่อเนื่องในตลาด E-commerce โดย Amazon.com ครองส่วนแบ่งทางการตลาด 38.7% ในตลาดอีคอมเมิร์ซสหรัฐอเมริกา และมูลค่าตลาดของ Amazon.com เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงปี 2559-2563 จาก 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มเป็น 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2563 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง


นอกจากนี้บริษัทได้ร่วมมือกับพันธมิตรที่เป็นสตาร์ทอัพ ด้วยการพัฒนาแพลตฟอร์มให้คนไทยสามารถเข้าซื้อสินค้าของ Amazon ได้ ผ่านการพัฒนาตู้คีออส โดยเฟสแรกวางเป้าขยายตู้คีออส 100 ตู้ จากปัจจุบันมีแล้วกว่า 20 ตู้ โดยเชื่อว่าจะเป็นหนึ่งช่องทางที่นำสินค้าจากช่องทางออนไลน์ถึงมือผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น โดยจะมีการจับมือพันธมิตรรีเทลเพื่อขยายตู้คีออสได้ทั่วประเทศ ซึ่งมองทำเลที่มีประชากรพลุกพล่าน สามารถชำระเงิน และส่งของได้ คาดประกาศพันธมิตรภายในไตรมาส 2/64


ทั้งนี้ บริษัท มีแผนออกและเสนอขายหุ้นกู้วงเงินรวมไม่เกิน 2,000 ล้านบาท ซึ่งจะเสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2564 เพื่อพิจารณาอนุมัติ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเงินที่ได้รับจากการออกและเสนอขายหุ้นกู้ไปใช้ในการดำเนินงาน และ/หรือ ขยายธุรกิจ และ/หรือ เป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท หรืออื่น ๆ ตามที่บริษัทฯ เห็นสมควร สำหรับอัตราดอกเบี้ย จะขึ้นอยู่กับภาวะตลาดในขณะที่ออกเสนอขายหุ้นกู้ดังกล่าว ทั้งนี้อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของคณะกรรมการการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่กำหนดไว้


โดยกำหนดจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2564 ในวันที่ 22 เมษายน 2564 14.00 น. ณ ห้องพิมานแมน โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ หรือสามารถร่วมประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-AGM) ซึ่งจะกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิเข้าร่วมประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (Record date) วันที่ 29 มีนาคม 2564

 

This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”