ส่องแนวโน้มกำไร “ธนาคารของไทย” ไตรมาส 1/66 ใครจะเติบโตโดดเด่น?

กลุ่มธนาคารเป็นหุ้นที่ได้รับความนิยมจากนักลงทุนตลอดกาล ด้วยแนวโน้มดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้นและภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว ช่วยหนุนความต้องการสินเชื่อ รวมถึงความสามารถในการชำระหนี้ให้ปรับตัวดีขึ้น ทำให้หุ้นธนาคารถูกคาดการณ์ว่าจะมีผลประกอบการขยายตัวดีในปี 2566


และในโอกาสที่ผ่านพ้นไตรมาสแรกของปีนี้ไปแล้ว Wealthy Thai จึงมีคาดการณ์กำไรสุทธิไตรมาส 1/66 ของ 7 หุ้นธนาคาร ได้แก่ SCB, KBAN, KTB, BBL, TTB, TISCO และ KKP มาฝาก มาดูกันว่าแต่ละธนาคารจะสร้างการเติบโตได้น่าประทับใจแค่ไหน และเกิดจากปัจจัยอะไรเข้ามาสนับสนุน   


โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ภาพรวมกำไรสุทธิของหุ้นกลุ่มธนาคารในไตรมาส 1/66 คาดจะอยู่ที่ 45,055 ล้านบาท โต 1.9% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน และฟื้นตัวเด่น 36.1% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีแรงหนุนหลักๆ จาก


1.การตั้งสำรองที่คาดผ่อนคลายลง เนื่องจากในไตรมาส 4/65 ธนาคารบางแห่งมีการตั้งสำรองที่เร่งตัวสูงกว่าปกติมาก เช่น KBANK ที่ตั้งสำรองเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบกว่า 10 ปี รวมถึง KKP และ SCB ที่มีการตั้งสำรองในกรณีที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมซื้อขายหลักทรัพย์ที่ผิดปกติ


ขณะที่แนวโน้มการชำระเงินคืนของลูกหนี้ในช่วงไตรมาส 1/66 คาดยังอยู่ในเกณฑ์ดี และเริ่มเห็นผลบวกจากการท่องเที่ยวที่เร่งตัวขึ้นตั้งแต่เดือนก.พ. ทำให้คาดว่าจะไม่มีแรงกดดันให้เร่งตั้งสำรองเหมือนกับไตรมาส 4/65 


2.ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานคาดลดลงจากไตรมาส 4/65 ตามผลของฤดูกาลและการบันทึกค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับโครงการพัฒนา IT ต่างๆ จำนวนมากในไตรมาส 4/65


และ 3. คาดรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิปรับขึ้นดี แม้พอร์ตสินเชื่อโดยรวมจะชะลอตัวลงจากการชำระคืนหนี้ของลูกหนี้บริษัทขนาดใหญ่ในช่วงต้นปี แต่คาดว่าจะถูกชดเชยได้ด้วยส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่เร่งตัวขึ้น สอดรับกับการปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ที่เร็วกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก



ส่องกำไรไตรมาส
1/66

ส่วนคาดการณ์กำไรสุทธิไตรมาส 1/66 ของ 7 หุ้นธนาคาร มีรายละเอียดดังนี้ 1. SCB คาดจะมีกำไรสุทธิไตรมาส 1/66 ที่ 10,072 ล้านบาท ทรงตัว 0.3% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 41% จากไตรมาสก่อนหน้า หลังผ่านพ้นการปรับโครงสร้างธุรกิจภายในกลุ่ม SCBX และค่าใช้จ่ายด้าน IT บวกกับรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิที่เร่งตัวขึ้นตาม NIM ที่ปรับขึ้นได้ดีจากธุรกิจ Consumer Finance ที่ขยายตัว


2.KBANK คาดมีกำไรสุทธิไตรมาส 1/66 ที่ 9,275 ล้านบาท ลดลง 17.3% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ตามจากรายได้ค่าธรรมเนียมที่ลดลง แต่เพิ่มขึ้น 190.7% จากไตรมาสก่อนหน้า หลังการตั้งสำรองผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และคาดรายได้ดอกเบี้ยรับจะปรับขึ้นได้ดี ตาม NIM ที่ สูงขึ้น


3.KTB คาดมีกำไรสุทธิไตรมาส 1/66 ที่ 8,837 ล้านบาท ทรงตัว 0.7% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 9% จากไตรมาสก่อนหน้า จากรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิที่เพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายที่ลดลงตามฤดูกาล ส่วนการตั้งสำรองคาดผ่อนคลายลงเช่นกัน


4.BBL คาดกำไรสุทธิไตรมาส 1/66 ที่ 8,848 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.3% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ตามรายได้ดอกเบี้ยรับที่เร่งตัว ตามพอร์ตสินเชื่อต่างประเทศที่ขยายตัวได้ดี และ 16.9% จากไตรมาสก่อนหน้า หลังการตั้งสำรองผ่อนคลายลง และคาด NIM ปรับตัวสูงขึ้น


5.TTB คาดกำไรสุทธิไตรมาส 1/66 ที่ 3,877 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.3% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน จากการตั้งสำรองที่ลดลง แต่ทรงตัว 0.8% จากไตรมาสก่อนหน้า ตาม NIM ที่ต่ำลง จากผลของต้นทุนเงินฝากและเงินนำส่ง FIDF ที่เพิ่มขึ้น


6.TISCO คาดกำไรสุทธิไตรมาส 1/66 ที่ 1,913 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.3% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน และ 5.9% จากไตรมาสก่อนหน้า จากรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการตั้งสำรองและค่าใช้จ่ายที่ปรับตัวลดลง


และ 7. KKP คาดกำไรสุทธิไตรมาส 1/66 ที่ 2,222 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.1% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ตามสินเชื่อที่ขยายตัวเด่น และ 55.4% จากไตรมาสก่อนหน้า ฟื้นตัวแรงจากฐานต่ำ และคาดการตั้งสำรองจะลดลงมาก ในขระที่รายได้ดอกเบี้ยยังโตต่อเนื่อง



ปี
66 กลุ่มแบงก์กำไรโต 20%

สำหรับแนวโน้มผลดำเนินงานปี 2566 ของหุ้นกลุ่มธนาคาร ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงมุมมองบวกต่อการฟื้นตัวของกำไรสุทธิ คาดจะมีแรงหนุนจากความต้องการสินเชื่อที่เริ่มเร่งตัวขึ้นในช่วงที่เหลือของปี สอดรับกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่กลับเข้าไทยมากขึ้น และเข้าสู่ช่วงเลือกตั้ง ซึ่งคาดจะช่วยให้มีเม็ดเงินไหลเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น


นอกจากนี้คาด NIM จะเร่งตัวขึ้นได้ดี แม้ต้นทุนดอกเบี้ยเงินฝากจะทยอยปรับขึ้น และมีต้นทุนเงินนำส่งกองทุน FIDF ที่กลับสู่ระดับปกติที่ 0.46% แต่คาดจะถูกชดเชยด้วยดอกเบี้ยเงินกู้ที่ขยับขึ้นได้เร็วกว่า ขณะที่การตั้งสำรองคาดผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว เพราะฐานะการเงินของลูกหนี้เริ่มมีการฟื้นตัว และหลายธนาคารได้เร่งตั้งสำรองจำนวนมากเพื่อรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ จนปัจจุบันระดับ Coverage Ratio แข็งแรงขึ้นมาก หนุนให้คาดว่าหุ้นกลุ่มธนาคารจะมีกำไรสุทธิรวมในปี 2566 จำนวน 199,887 ล้านบาท โต 20.9%จากปีก่อน


ส่วนกลยุทธ์ คงน้ำหนักลงทุน “มากกว่าตลาด คาดเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและ Valuation ไม่แพง มองราคาหุ้นที่ปรับลงมาจาก Sentiment ลบของธนาคารในต่างประเทศ เป็นจังหวะสะสมที่ดี หุ้นแนะนำเลือก BBL เป็น Top Pick ของกลุ่ม จากผลดำเนินงานในไตรมาส 1/66 ที่คาดเติบโตดีทั้งจากไตรมาสเดียวกันปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า บวกกับคุณภาพของพอร์ตสินเชื่อที่แข็งแรงกว่าธนาคารอื่น นอกจากนี้ปัจจุบันยังซื้อขายด้วย PBV ต่ำ ให้ราคาเป้าหมาย 190 บาท


ศุภมาศ ศรีขำ

นำเสนอข้อมูล ข่าวสาร ด้านการเงินและตลาดทุน ให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้

Most Viewed
Where to put your money
รู้หรือไม่? “SpaceX” ไม่ได้ถูกตีค่าในฐานะบริษัทจรวด... แต่ถูกตีค่าในฐานะ “ผู้ถือกุญแจสู่อนาคต” !!!
เมื่อ 21 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
GULF ตอกย้ำความเชื่อมั่นระดับสากล ประสบความสำเร็จในการจัดหาเงินกู้ร่วมในต่างประเทศ มูลค่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Fun of Funds
“บล.ดาโอ” ลั่นจุดยืนเป็น “Wealth Management” ชูจุดเด่น “One-Stop Financial Service”… เล็งขยายฐาน “ลูกค้าต่างจังหวัด” พร้อมตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 1.6 พันลบ. เพิ่มขึ้น 25% !!!
เมื่อ 14 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
SET เสี่ยงพักฐานช่วงสั้น AI-OPEC กดดันตลาด แนะเลี่ยงหุ้นอิงปัจจัยต่างประเทศ ชูแบงก์-โรงพยาบาล-ท่องเที่ยวเด่น
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
CNN เผยรายชื่อวิทยากรที่ตบเท้าเข้าร่วมงานเสวนาระดับโลก Global Perspectives: In Bangkok ที่จัดขึ้นครั้งแรกในกรุงเทพฯ
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us