Official Update :

TKN พร้อมกลับมาเติบโตเต็มสูบ ตั้งเป้าปี 66 ปั้นยอดขายแตะ 5 พันลบ.

บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TKN  ซึ่งนักลงทุนคุ้นเคยกันดีในฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายขนมขบเคี้ยวประเภทสาหร่ายแบรนด์ "เถ้าแก่น้อย" ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อของผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ชะลอตัวลง โดยเฉพาะจีนซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลัก จากการระบาดของ Covid-19


ปัจจุบันสถานการณ์การระบาดคลี่คลายลงแล้ว ทำให้เศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคทั่วโลก รวมถึงไทยฟื้นตัวดีขึ้น นับเป็นผลบวกต่อบริษัท เห็นได้จากผลประกอบการปี 2565 ที่กลับมาเติบโตใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิด Covid-19 และเติบโตเกินกว่าเป้าหมายที่บริษัทคาดการณ์ไว้


โดยบริษัทมีกำไรสุทธิปี 2565 อยู่ที่ 434.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 138.7% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 182.13 ล้านบาท ด้านอัตรากำไรสุทธิก็ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 10% จากปีก่อนที่ 4.98% สะท้อนความสามารถการทำกำไรได้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนรายได้จากการขายอยู่ที่ 4,366.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.9 % จากปีก่อนที่มีรายได้จากการขาย 3,610.9 ล้านบาท ซึ่งความสำเร็จจากผลการดำเนินงานในครั้งนี้มาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด19 ที่คลี่คลายขึ้น การเติบโตของสินค้าใหม่ และการเพิ่มช่องทางขายใหม่ๆ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์


สำหรับแนวโน้มการดำเนินงานในปี 2566 นายจิระพงษ์ สันติภิรมย์กุล รองกรรมการผู้จัดการ TKN เปิดเผยว่า บริษัทยังเดินหน้าสานต่อความสำเร็จจากกลยุทธ์ “3 GO” อย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย 1. GO Firm มุ่งปรับองค์กรให้กระชับ คล่องตัวและรวดเร็วขึ้น เพื่อลดต้นทุน ควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ TKN สามารถปรับตัวได้เร็วและมีความยืดหยุ่นเตรียมพร้อมรองรับแผนงานต่างๆ  


2. GO Broadหรือการขยายฐานธุรกิจให้กว้างขึ้น ซึ่งในปีนี้บริษัทจะมุ่งเน้นขยายธุรกิจให้กว้างขึ้นจากแผนพัฒนาสินค้ากลุ่มใหม่ที่มีนวัตกรรมใหม่เข้าสู่ตลาด รวมถึงเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้ามากขึ้น และ 3. Go Global การขยายตลาดในต่างประเทศที่มีศักยภาพ ผลักดันยอดขายให้เติบโตต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นหนึ่งในแผนระยะยาวของบริษัทต่อไป


ทั้งนี้ บริษัทวางเป้าหมายยอดขายในปีนี้จะเติบโตประมาณ 15% หรือแตะระดับ 5,000 ล้านบาท รวมถึงพัฒนาขีดความสามารถในการทำกำไรสุทธิให้เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ซึ่งจะมีปัจจัยบวกมาจากยอดขายที่ปรับตัวดีขึ้นจากการขยายผลิตภัณฑ์ใหม่ การเน้นขยายตลาดในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีกำไรดี และการขยายช่องทางการจำหน่ายผ่านโมเดิร์นเทรด รวมถึงยอดขายจากตลาดต่างประเทศที่คาดจะเติบโตดีขึ้น ทั้งในส่วนของสหรัฐฯ และจีนที่เริ่มเปิดประเทศ


อีกทั้งในส่วนของธุรกิจร้านอาหารและแฟรนไชส์ที่คาดจะฟื้นตัวได้ดี โดยบริษัทอยู่ระหว่างพิจารณากลับมาขยายสาขา Taokaenoi Land อีกครั้ง หากการท่องเที่ยวฟื้นตัวดีขึ้น และไม่มีปัจจัยลบใหม่เข้ามากระทบ ทั้งนี้ บริษัทมีแผนจะเปิดตัวธุรกิจใหม่ในช่วงไตรมาส 2/66 และ 3/66


ขณะเดียวกันบริษัทมีแผนจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่มากขึ้น โดยคาดว่าจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มสาหร่ายราว 10 รายการ (SKUs) และผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์ จัสท์ดริ้งค์ (Just Drink) ซึ่งบริษัทมีการจับมือกับร้านสะดวกซื้อ 7-ELEVEN อีกราว 2-3 SKUs