ยินดีต้อนรับ !! รายย่อยเปิดบัญชีสูงสุดประวัติการณ์ เพราะความต้องการจองซื้อหุ้น ORก่อนเทรด
นักลงทุนหน้าใหม่กำลังเดินหน้าเข้าลงทุนในตลาดหุ้นอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากยอดการเปิดบัญชีใหม่ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาตลอด เหตุการณ์นี้ไม่ได้พึ่งเกิดขึ้น แต่เมื่อเราย้อนกลับไปในเดือนเม.ย.ปีที่แล้วจะพบว่า แม้ไทยจะมีการ lockdown แต่ยอดการเปิดบัญชีใหม่โตแบบไม่หยุด และเมื่อ OR หุ้นสุดฮอตที่กำลังจะเข้าเทรด ยิ่งส่งผลกรเปิดบัญชีให้สูงสุดเป็นประวัติการณ์
โดยจากข้อมูลของบล.เอเซีย พลัส ได้รายงานว่า จากการตามเก็บข้อมูล การเปิดบัญชีของนักลงทุนรายบุคคลในเดือน ม.ค. 2564 นักลงทุนเปิดบัญชีสูงถึง 94,436 บัญชี นับเป็นการเปิดบัญชีมากที่สุดในประวัติศาสตร์ และสูงกว่าค่าเฉลี่ยการเปิดบัญชีของปี2563 ที่อยู่ที่ 67,436 บัญชี
ทั้งนี้จากการรายงานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เราพบข้อมูลที่น่าสนใจว่า จากต้นปี ถึง 5 ก.พ. 2564 นักลงทุนรายบุคคลมีสัดส่วนต่อมูลค่าการซื้อขาย อยู่ที่ 44.86 % และพวกเขาเข้าไล่ซื้อสุทธิ มากถึง 46,088 ล้านบาท
บล.เอเซีย พลัส มองว่า ปี 2564 เห็นความต้องการลงทุนในหุ้นสูงต่อเนื่อง ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2564 การซื้อขายในตลาดหุ้นไทยคึกคักเป็นพิเศษ และเห็นความต้องการลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงที่สูงขึ้น สะท้อนได้ จากข้อมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยในเดือน ม.ค. สูงสุดเป็น ประวัติการณ์ที่ 9.8 หมื่นล้านบาท /วัน และยังสูงต่อเนื่องในเดือน ก.พ. 2564 อีก 8.7 หมื่นล้านบาท /วัน จึงทำให้ ข้อมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย ตั้งแต่ต้นปี 2564 สูงถึง 9.4 หมื่นล้านบาท
ขณะเดียวกันหากพิจารณาจากจำนวนผู้เปิดบัญชีซื้อขายหุ้นใหม่ พบว่า ปัจจุบันมีผู้เปิดบัญชี ซื้อขายหุ้นในไทยสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 3.7 ล้านบัญชี (ข้อมูล ณ สิ้นเดือน ม.ค. 2564) โดยยอดการเปิดบัญชีใหม่มีการเร่งตัวสูงขึ้นในปี 2563 เพิ่มขึ้น 7.1 แสนบัญชี (มากกว่าปี 2562 ถึง 2 เท่า) และเพิ่มขึ้นแรงในเดือน ม.ค. 2564 ถึง 2.0 แสนบัญชี (เพิ่มขนราว 8 เท่าตัวของภาวะปกติในการเปิดบัญชีต่อเดือน) โดยสวนหนึ่งเกิดจากการเปิดพอร์ตเพื่อรองรับการจองซื้อ หุ้น OR ที่กําลังจะเข้าตลาดฯในช่วงนั้น ประเด็นดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการลงทนเพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น (Search For Yield) ของนักลงทุน ในยามที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำได้เป็นอย่างดี
และเมื่อเทียบเคียงกับวิกฤติต้มยำกุ้ง พบว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ไทยยังมีโอกาสทรงตัวอยู่ในระดับต่ำไปอย่างน้อย 2 ปี ดังนั้นในภาวะที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำจะพอมีเวลาเห็น Fund Flow มี โอกาสไหลเข้าตลาดหุ้นไทยในบางจังหวะของปี สรุปคือ ดอกเบี้ยนโยบายที่มีโอกาสทรงตัวอยู่ระดับต่ำสุดเป็น ประวัติการณ์ไปอีกซักระยะ จะนําไปสู่การ Search For Yield ของนักลงทุน หนุนให้ตลาดหุ้นคึกคัก และปริมาณซื้อขายอาจสูงกว่าปี ก่อนๆ

