Official Update :

เปิดกลยุทธ์เทรดเดือนพ.ค. เมื่อหุ้นไทยจะไม่เกิด “Sell in May and Go Away”

เมื่อเข้าสู่เดือนพ.ค. ของทุกๆ ปี นักลงทุนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงทฤษฎี “Sell in May and Go Away” ซึ่งเป็นการขายหุ้นออกไปก่อนและจะกลับเข้ามาซื้อขายอีกครั้งในเดือนต.ค. เนื่องจากมองว่าหุ้นมักจะปรับตัวลดลงในเดือนพ.ค. แต่สำหรับปี 2566 มีโอกาสที่จะเกิดทฤษฎีนี้หรือไม่ และนักลงทุนควรเตรียมกลยุทธ์เพื่อรับมืออย่างไร วันนี้ Wealthy Thai จึงมีมุมมองจากนักวิเคราะห์ 4 สำนักมาฝาก


โดยนายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจัยที่จะทำให้เกิด Sell in May คือ ตัวเลขเศรษฐกิจที่ส่งสัญญาณชะลอตัวและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่จะประกาศในเดือนพ.ค. นี้ออกมาต่ำคาด


ทั้งนี้มองว่าในเดือนพ.ค. 66 มีโอกาสที่จะไม่เกิด Sell in May มากกว่า เพราะตัวเลข GDP ไตรมาส 1/66 ของไทยควรจะออกมาเห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นจากไตรมาส 4/65 อีกทั้งจากสถิติการเลือกตั้งทั้งก่อนและหลัง 2 สัปดาห์ ตลาดหุ้นมักจะให้ผลตอบแทนเป็นบวกราว 2% (สถิติจากการเลือกตั้ง 5 ครั้งหลังสุด) ซึ่งจากสถิติจึงมองว่ามีแนวโน้มที่ทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้งตลาดหุ้นจะตอบรับเชิงบวกเช่นกัน


อีกประเด็นคือหากเดือนเม.ย. ให้ผลตอบแทนเป็นลบ ในเดือนพ.ค. ตลาดหุ้นมักจะมีโอกาสสูงที่จะไม่มี Sell in May โดยปัจจุบันเดือนเม.ย. 66 ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงมาพอสมควร ประกอบกับผลประกอบการไตรมาส 1/66 ของหุ้นกลุ่มธนาคารที่ไม่ได้ออกมาต่ำคาด ดังนั้นจึงเชื่อว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 1/66 จะไม่ออกมาต่ำคาดเหมือนไตรมาส 4/65 ส่งผลให้เชื่อว่าในเดือนพ.ค. 66 ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสที่จะไม่เกิด Sell in May 


สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ปัจจัยความไม่แน่นอนยังอยู่ที่ภาวะเศรษฐกิจของต่างประเทศเป็นหลัก ส่วนการเลือกตั้งในไทย หากผลการเลือกตั้งออกมาได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพหรือผลการเลือกตั้งเป็นเอกฉันท์ ตลาดหุ้นน่าจะตอบรับเชิงบวก แต่หากเสียงการจัดตั้งรัฐบาลไม่เป็นเอกฉันท์ ตลาดอาจจะตอบรับเชิงลบ ดังนั้นกลยุทธ์จึงแนะนำเลือกหุ้นรายตัวที่ได้รับผลบวกจากธีม Domestic Play และหุ้นที่มีแนวโน้มกำไรไตรมาส 1/66 แข็งแรงเป็นหลัก เช่น CPALL, BDMS, ICHI, BA, TOA


ขณะที่นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ประเมินปีนี้จะไม่มี Sell in May เพราะช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นไม่ได้มีการปรับขึ้น เพราะฉะนั้นจะไม่มีแรงจูงใจให้เกิดการขายทำกำไร ประกอบกับเดือนพ.ค. จะมีเหตุการณ์สำคัญที่เป็นปัจจัยช่วยหนุนการลงทุนให้ดีขึ้น คือ การเลือกตั้ง ซึ่งจากสถิติการเลือกตั้ง 7 ครั้งที่ผ่านมา ช่วง 1 สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้งไปจนถึง 1 เดือนหลังการเลือกตั้ง มักจะให้ผลตอบแทนเป็นบวก


3.การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มจะขึ้นสู่จุดสูงสุดแล้ว และหากหยุดการขึ้นดอกเบี้ย คาดจะเริ่มเห็นการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์เสี่ยง และ 4. เดือนพ.ค. เป็นช่วงที่ผลประกบการประการออกมาระดับหนึ่ง โดยช่วงที่ผ่านมาเห็นสัญญาณของการปรับลดประมาณการ ดังนั้นแม้ผลประกอบการจะออกมาแย่ แต่ downside ของการปรับคาดกาณ์กำไรน่าจะไม่ได้สร้างผลกระทบมากนัก จากปัจจัยดังกล่าวข้างต้น ภายหลังเดือนพ.ค. 66 ประเมินจะเป็นจุดเปลี่ยนที่ตลาดหุ้นอาจยืนหรือสร้างจุดเปลี่ยนได้ และมองแนวโน้มตลาดในช่วงเดือนพ.ค. - มิ.ย. 66 มีโอกาสที่จะฟื้นตัว


สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำ 3 ธีม คือ 1. เงินเฟ้อผ่านจุดสูงสุดเป็นบวกต่อหุ้นค้าปลีก CPALL, BJC 2. แนวโน้มดอกเบี้ยถึงจุดสูงสุด เป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มปลอกภัยอย่างโรงไฟฟ้าและไอซีที GULF, BGRIM, ADVANC และ 3. การย้ายฐานการผลิต เป็นบวกต่อกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม WHA, ROJNA นอกจากนี้ยังมีหุ้นที่อยู่ในกลุ่มเปิดเมืองซึ่งยังไม่ได้รับผลบวกจากการฟื้นตัวอย่างเต็มที่ เช่น MAJOR และ TU




ส่วนนายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการอาวุโสและนักกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิจัย บริษัท หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทิศทางตลาดหุ้นในเดือนเม.ย. 66 ปรับตัวลงมาค่อนข้างมา จนทำให้มูลค่าของ SET อยู่ในระดับที่ไม่แพงมาก ดังนั้นจึงไม่ควรจะเกิด Sell in May แต่อย่างไรก็ตาม ต้องจับ 3 ประเด็นที่จะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนในเดือนพ.ค. 66 ได้แก่ 1. การประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งมีแนวโน้มจะปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่ต้องจับตามองว่ามีโอกาสที่จะเห็นสัญญาณของการชะลอหรือพักการขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่


2.การประกาศผลประกอบการของบริษทจดทะเบียน ซึ่งภาพรวมงบอาจไม่ได้ออกมาเด่นมาก และ 3. การเลือกตั้ง หากผลการเลือกตั้งออกมาได้รัฐบาลที่ตอบโจทย์ด้านเศรษฐกิจ สามารถขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไปได้ น่าจะเห็นแรงซื้อที่กลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทย ดังนั้นตัวชี้วัดว่าจะเกิด Sell in May หรือไม่นั้น ต้องรอดูผลของการเลือกตั้งเป็นหลัก


ส่วนกลยุทธ์การลงทุน ระยะสั้นแนะนำหุ้นที่มีสัญญาณการเติบโตของกำไรไตรมาส 1/66 และมีแนวโน้มที่จะเติบโตต่อเนื่องในไตรมาส 2/66 เช่น กลุ่มเครื่องดื่มที่กำไรมีโอกาสจะทำสถิติใหม่หลายตัว และไตรมาส 2/66 เป็นช่วงไฮซีซั่น หนุนผลงานให้เติบโตดี ICHI, SAPPE ขณะที่หุ้นขนาดใหญ่และเน้นการลงทุนระยะกลาง มองหุ้นกลุ่มธนาคารที่รายงานงบไตรมาส 1/66 ดี และมีแนวโน้มที่ไตรมาส 2/66 ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) จะเพิ่มขึ้น KTB และหุ้นที่เกี่ยวกับการบริโภคและการท่องเที่ยวที่ได้รับผลบวกจากเศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นตัว CPALL, SPA


ด้านนายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า ในระยะหลังทฤษฎี Sell in May อาจไม่ได้มีผลชัดเจนมากนัก เนื่องจากมีปัจจัยทั้งบวกและลบที่เข้ามากระทบตลาดหุ้นจำนวนมาก โดยในเดือนพ.ค. 66 จะมี 2 ปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อการลงทุนที่ต้องติดตาม นั่นคือ การเลือกตั้งของไทย และ การประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งทำให้ประเมินได้ยากว่าจะทำให้เกิด Sell in May หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้นักลงทุนยึดติดกับทฤษฎีนี้ มองว่าไม่ได้มีนัยสำคัญ


ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุน แนะนำ 2 ธีม ได้แก่ 1. หุ้นเชิงรับคุณภาพดี สามาถต่อสู้กับภาวะความไม่แน่ต่างๆ ได้ เช่น BDMS และ ADVANC AOT และ 2. การเก็งกำไรในหุ้นที่คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 1/66 จะออกมาดี เช่น CPALL


ศุภมาศ ศรีขำ

นำเสนอข้อมูล ข่าวสาร ด้านการเงินและตลาดทุน ให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้