9 เซียนหุ้นชื่อดังของตลาดหุ้นไทย ใครได้เงินปันผลปี 65 มากที่สุด?
“เงินปันผล” เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ลงทุนแบบสม่ำเสมอหรือประจำปี โดยยิ่งเรามีสัดส่วนหรือจำนวนเยอะเท่าไหร่ก็ยิ่งได้จำนวนเยอะที่สูงขึ้นตามจำนวนการถือครอง แต่เคยสงสัยกันหรือไม่ว่านักลงทุนรายใหญ่หรือนักลงทุนมูลค่า (VI) ที่น้ำหนักการลงทุนค่อนข้างสูงนั้นจะได้รับเงินปันผลจากหุ้นต่อปีเท่าใด ในวันนี้ทาง Wealthy Thai จึงได้รวบรวมข้อมูลมานำเสนอกันในครั้งนี้
เริ่มกันที่ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร หนึ่งนักลงทุนรายใหญ่ที่นักลงทุนได้ให้ความสนใจอย่างเสมอมา ซึ่งมีการลงทุนอยู่ในหุ้นไทย 2 หลักทรัพย์ ประกอบไปด้วย EASTW จำนวน 10,000,000 หุ้น (ข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 8 มี.ค. 66) ได้รับเงินปันผล 0.21 บาทต่อหุ้น และ QH จำนวน 250,000,000 หุ้น (ข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 13 มี.ค. 66) ได้รับเงินปันผล 0.14 บาท รวมได้รับเงินปันผลทั้งสิ้น 37.10 ล้านบาท
เมื่อพูดถึงนักลงทุนรายใหญ่ แน่นอนว่าต้องมี นายวัชระ แก้วสว่าง หรือ เสี่ยป๋อง ติดอันดับที่นักลงทุนพูดถึงอยู่ด้วยเช่นกัน โดยถือครองหุ้นอยู่ที่ 5 หลักทรัพย์ ประกอบไปด้วย FSS จำนวน 6,800,000 หุ้น (ข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 17 มี.ค. 66) ได้รับเงินปันผล 0.07 บาทต่อหุ้น, KCC จำนวน 4,000,000 หุ้น (ข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 9 มี.ค. 66) ได้รับเงินปันผล 0.0591 บาทต่อหุ้น
รวมไปถึง KGEN จำนวน 22,000,000 หุ้น (ข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 24 มี.ค. 66) งดจ่ายปันผล, MGC จำนวน 12,050,000 หุ้น (ข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 21 เม.ย. 66) ยังไม่ประกาศจ่ายปันผล และ THCOM จำนวน 10,000,000 หุ้น (ข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 4 เม.ย. 66) ได้รับเงินปันผล 0.50 บาทต่อหุ้น รวมได้รับเงินปันผลทิ้งสิ้น 5.71 ล้านบาท
ถัดมาเป็นนักลงทุนขาใหญ่อีกหนึ่งราย อย่าง นายสมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล หรือ เสี่ยปู่ ที่ได้รับเงินปันผลจากลงทุนในหุ้น 111.78 ล้านบาท จากการถือครองหุ้นทั้งหมด 15 หลักทรัพย์ ดังตาราง

ต่อมาเป็นนาย วิชัย วชิรพงศ์ หรือ เสี่ยยักษ์ ที่ได้ถือครองหุ้นทั้ง 5 หลักทรัพย์ ประกอบไปด้วย BEM จำนวน 295,980,057 หุ้น (ข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 9 มี.ค. 66) ได้รับเงินปันผล 0.12 บาทต่อหุ้น , BIS จำนวน 13,701,800 หุ้น (ข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 15 มี.ค. 66) ได้รับเงินปันผล 0.1225 บาท , BWG จำนวน 120,083,800 หุ้น (ข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 15 มี.ค. 66) งดจ่ายปันผล
รวมไปถึง ETC จำนวน 55,200,500 หุ้น (ข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 15 มี.ค. 66) งดจ่ายปันผล และ PACE จำนวน 284,965,300 หุ้น (ข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 15 มี.ค. 66) งดจ่ายปันผล รวมเงินปันผลที่ได้รับทั้งสิ้น 37.19 ล้านบาท
อันดับถัดมาเป็น นาย นิติ โอสถานุเคราะห์ ทายาทโอสถสภา ที่ได้ถือครองหุ้นถึง 8 หลักทรัพย์ ประกอบไปด้วย BKI จำนวน 2,224,362 หุ้น (ข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 10 มี.ค. 66) ได้รับเงินปันผล 15.5 บาทต่อหุ้น ,CENTEL จำนวน 41,314,611 หุ้น (ข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 17 มี.ค.66) แต่ในงวดปี 2565 บริษัทดังกล่าวได้งดจ่ายเงินปันผล ,CPALL จำนวน 138,986,600 หุ้น (ข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 10 มี.ค.66) ได้รับเงินปันผล 0.75 บาทต่อหุ้น

ตามมาด้วย CPN จำนวน 83,234,500 หุ้น (ข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 9 มี.ค.66) ได้รับเงินผล 1.15 บาทต่อหุ้น, HMPRO จำนวน 665,764,862 หุ้น (ข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 20 เม.ย.66) ได้รับเงินปันผล 0.38 บาทต่อหุ้น ,MINT จำนวน 497,600,851 หุ้น (ข้อมูล ณ วันที่10 มี.ค.66) ได้รับเงินปันผล 0.25 บาทต่อหุ้น , OSP จำนวน 723,097,300 หุ้น (ข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 9 มี.ค.66) ได้รับเงินปันผล 0.90 บาทต่อหุ้น และ WHA จำนวน 436,438,690 หุ้น (ข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 13 มี.ค. 66) ได้รับเงินปันผล 0.1672 บาทต่อหุ้น โดยรวมได้รับเงินปันผลทั้งสิ้น 1.33 พันล้านบาท
ต่อมากันที่ หมอพงศักษ์ หรือ นายแพทย์พงศ์ศักดิ์ ธรรมธัชอารี ได้เงินปันผลทั้งสิ้น 428 ล้านบาท จากการเข้าถือหุ้นทั้งหมด 16 หลักทรัพย์ ประกอบไปด้วย

ถัดมาเป็น นาย สถาพร งามเรืองพงศ์ หรือ เซียนฮง ได้เข้าถือหุ้นทั้ง 7 หลักทรัพย์ ประกอบไปด้วย BE8 จำนวน 18,354,600 หุ้น (ข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 4 เมษายน 2566) ได้รับเงินปันผล 0.0050 บาทต่อหุ้น , BVG จำนวน 5,100,000 หุ้น(ข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 31 มีนาคม 2566) ได้รับเงินปันผล 0.04 บาทต่อหุ้น, DITTO จำนวน 48,656,420 หุ้น (ข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 14 มีนาคม 2566) ได้รับเงินปันผล 0.01111 บาทต่อหุ้น
รวมไปถึง KCC จำนวน 5,438,700 หุ้น (ข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 9 มีนาคม 2566) ได้รับเงินปันผล 0.0591 บาทต่อหุ้น , MICRO จำนวน 27,415,400 หุ้น (ข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 13 มีนาคม 2566) ได้รับเงินปันผล 0.0360 บาทต่อหุ้น, SAK จำนวน 11,974,500 หุ้น (ข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 2 มีนาคม 2566) ได้รับเงินปันผล 0.1370 บาทต่อหุ้นและ TEAMG จำนวน 44,943,900 หุ้น (ข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 14 มีนาคม 2566) ได้รับเงินปันผล 0.01111 บาทต่อหุ้น รวมได้รับเงินปันผลทั้งสิ้น 4.28 ล้านบาท
ด้าน นาย ทิวา ชินธาดาพงศ์ หรือที่นักลงทุนเรียกกันว่า “เซียนมี่” ได้ถือหุ้น BRI จำนวน 4,583,148 หุ้น (ข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 13 มีนาคม 2566) ได้รับเงินปันผล 0.7210 บาทต่อหุ้น และ TKS จำนวน 7,444,070 หุ้น (ข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 14 มีนาคม 2566) ได้รับเงินปันผล 0.30 บาทต่อหุ้น รวมเงินปันผลที่ได้รับ 5.53 ล้านบาท
และสุดท้าย นาย อนุรักษ์ บุญแสวง หรือ โจลูกอีกสาน ถือหุ้น NETBAY จำนวน 1,839,000 หุ้น (ข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 15 มีนาคม 2566) ได้รับเงินปันผล 0.8162 บาทต่อหุ้น ได้รับเงินปันผลราว 1.48 ล้านบาท

