“ธนาคารไทยเครดิต” เล็งเข้าตลาดหุ้นภายในสิ้นปี 66 นับเป็น IPO กลุ่มแบงก์รอบ 10 ปี
ธนาคารไทยเครดิตยื่นไฟลิ่งต่อสำนักงาน ก.ล.ต. คาดเสนอขายหุ้น IPO จำนวน 347 ล้านหุ้น นำเงินขยายพอร์ตสินเชื่อ เสริมความแข็งแกร่งฐานทุน หวังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทันภายในปีนี้ พร้อมเปลี่ยนสู่ธนาคารพาณิชย์เต็มรูปแบบในเดือนก.ย. นี้ รองรับกลุ่มลูกค้าได้ครอบคลุมมากขึ้น
นายวิญญู ไชยวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวน (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพื่อเสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO)
โดยจำนวนหุ้นที่คาดว่าจะเสนอขายทั้งหมด (รวมหุ้นสามัญเพิ่มท นที่ออกและเสนอขายโดนธนาคารและหุ้นสามัญที่เสนอขายโดยผู้ถือหุ้นเดิม) ไม่เกิน 347,029,122 หุ้น คิดเป็นไม่เกิน 28.2% ของจำนวนหุ้นจดทะเบียนและชำระแล้วทั้งหมดของธนาคารภายหลังการทำ IPO รวมจำนวนหุ้นที่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินอาจใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญในกรณีที่มีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน
ทั้งนี้ธนาคารได้แต่งตั้งธนาคาร ซีไอเอ็มบีไทย จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงินสำหรับการเสนอขายหุ้น IPO ในครั้งนี้ ทั้งนี้ ภายหลังการยื่นไฟลิ่ง คาดว่าสำนักงาน ก.ล.ต. จะใช้ระยะเวลาในการพิจารณาประมาร 150-180 วัน โดยคาดหวังว่าธนาคารไทยเครดิตจะสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ทันภายในปี 2566
สำหรับวัตถุประสงค์ในการระดมทุน ธนาคารจะนำเงินไปใช้รองรับการขยายพอร์ตสินเชื่อ รวมถึงปรับปรุงและพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการช่วยผลักดันให้ธนาคารมีแหล่งเงินทุนเพื่อนำไปใช้ในการบริหารผลิตภัณฑ์ทางการเงินแก่ผู้ประกอบการรายย่อยซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักและเป็นรากฐานของประเทศ
ทั้งนี้ ธนาคารไทยเครดิตเป็นผู้ให้บริการสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการรายย่อยและลูกค้าบุคคล โดยมีกลุ่มผลิตภัณฑ์สินชื่อหลัก ประกอบด้วย สินเชื่อนาโนและเครดิตเพื่อคนค้าขาย (Nano and Micro Finance) สินเชื่อธุรกิจไมโครเอสเอ็มอี (Micro SME) และสินเชื่อบ้าน
ประกอบด้วย สินเชื่อบ้านแลกเงิน และ สินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน โดยการให้บริการสินเชื่อมุ่งเน้นไปยังกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของกิจการแผงลอย ร้านค้าขนาดเล็กและขนาดกลาง ตลอดจนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและไมโครเสเอ็มอี ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรแบบยั่งยืนและมีส่วนช่วยเหลือเศรษฐกิจและสังคม
นอกจากนี้จากประมาณการของอิปซอสส์ (IPSOS) คาดว่าในปี 2565 มูลค่าตลาดของการกู้ยืมนอกระบบอยู่ที่ 2.35 ล้านล้านบาท และยังคาดการณ์ว่าความต้องการด้านเงินกู้นอกระบบยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2565 ภายหลังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศไทยซึ่งภาคธุรกิจมีความต้องการเงินทุนหมุนเวียนเพื่อใช้ในการกลับมาประกอบกิจการ ทำให้ธนาคารฯ เชื่อว่าตลาดสินเชื่อรายย่อยยังมีโอกาสเติบโตต่อไปได้อีกมาก
สำหรับปัจจุบันธนาคารมีจำนวนสาขารวมทั้งสิ้น 500 สาขา ซึ่งกว่า 80% เป็นสาขาที่ให้บริการสินเชื่อเพื่อรายย่อยซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัด ส่วนที่เหลือเป็นสาขาที่ให้บริการกลุ่มลูกค้าเงินฝาก ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ เบื้องต้นธนาคารมีแผนจะขยายสาขาที่ให้บริการด้านเงินฝากเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับกลุ่มลูกค่ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ธนาคารได้มีการยกระดับจากธนาคารเพื่อรายย่อยไปเป็นธนาคารพาณิชย์เต็มรูปแบบ โดยคาดว่ากระบวนการปรับเปลี่ยนดังกล่าวจะเสร็จสิ้นภายในเดือนก.ย. 2566 เพื่อให้บริการกลุ่มลุกค้าได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เช่น กลุ่มลูกค้าที่มีขนาดธุรกิจพัฒนาเกินกว่าผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งใบอนุญาตเดิมธนาคารจะไม่สามารถให้บริการลูกค้ากลุ่มได้ แต่เมื่อได้รับอนุญาตธนาคารพาณิชย์เต็มรูปแบบจะไม่มีข้อจำกัดในการให้บริการแล้ว
โดยสิ้นปี 2565 ธนาคารมียอดเงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้ (ไม่รวมดอกเบี้ยค้างรับและรายได้ดอกเบี้ยที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ อยู่ที่ 121,298.0 ล้านบาท โดยเงินให้สินเชื่อหลักมาจากสินเชื่อธุรกิจไมโครเอสเอ็มอี ทั้งนี้ เงินให้สินเชื่อของธนาคารเติบโตอย่างรวดเร็วและแข็งแกร่งที่อัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม 32.7% ต่อปี ในระหว่างปี 2563 ถึงปี 2565
นอกจากนี้ ในปี 2565 ธนาคารมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,352.5 ล้านบาท โดยคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยระหว่างปี 2563-2565 สะสมอยุ่ที่ 30.9% ต่อปี และมีอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ในปี 2565 อยู่ที่ 18.9% ทั้งนี้ ธนาคารให้ความสำคัญกับการดูแลโครงสร้างต้นทุนการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ
ขณะที่ต้นทุนการดำเนินงานส่วนใหญ่ของธนาคารถูกใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งลูกค้ารายใหม่ และเพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ธนาคารมีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายดำเนินงานต่อรายได้รวม (Cost-to-Income Ratio) ลดลงโดยตลอดจาก 49.8% ในปี 2563 เป็น 39.5% ในปี 2565
“ธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน) นับเป็นธนาคารพาณิชย์ที่เสนอขายหุ้น IPO ในรอบ 10 ปี โดยมุ่งหวังว่าการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ครั้งนี้ นอกจากจะช่วยเสริมให้ฐานเงินทุนของธนาคารให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้นเพื่อเสริมศักยภาพในการเติบโตของสินเชื่อแล้ว ยังเป็นการเพิ่มช่องทางการระดมทุนที่หลากหลาย ภายใต้สภาวะทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น และมีส่วนช่วยเพิ่มสภาพคล่องและมูลค่าตลาดให้กับหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์รวมถึงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอีกด้วย" นายวิญญูกล่าว
