Official Update :

SINGER ดิ่งแรงกว่า 55.13% โบรกฯ สั่ง “ขาย” และให้ “เลี่ยงลงทุน” แนะจับตาปรับโครงสร้าง-นโยบาย

กลุ่มหุ้นเจมาร์ทในช่วงที่ผ่านมามีการปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงทั้งกลุ่ม รวมไปถึง บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SINGER กระแสข่าวเชิงลบออกมาผลกระทบราคาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดหัวเรือใหญ่อย่าง นายกิตติพงศ์ กนกวิไลรัตน ก็ได้ประกาศลาออก


จากการสำรวจข้อมูลความเคลื่อนไหวราคาหุ้นตั้งแต่ช่วงต้นปีมาถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 2 พฤษภาคม 2566) พบว่ามีการปรับตัวลดลงถึง 55.13% หรือราคาหุ้นลงมาอยู่ที่ 12.90 บาท ซึ่งการปรับตัวลงในครั้งนี้จะเป็นโอกาสให้นักลงทุนได้หรือไม่ ในวันนี้ทาง Wealthy Thai จะพาไปหาคำตอบและดูมุมมองนักวิเคราะห์กัน


โดยบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จํากัด (มหาชน) ให้คำแนะนำ “หลีกเลี่ยงการลงทุนไปก่อน” แม้ราคาหุ้นปรับลงมามาก เนื่องจากจากปัญหาด้าน NPL ที่คาดยังต้องใช้เวลาจัดการและในระยะสั้น กำไรไตรมาส 1/66 ยังลดจากช่วงเดียวกันปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งยังมีโอกาสเกิดดาวน์ไซด์


ด้านมุมมองธุรกิจบริษัทยังอยู่ในช่วงจัดการการแก้ปัญหาคุณภาพสินทรัพย์ (NPL) ทำให้การเติบโตของสินเชื่ออาจยังไม่เด่น โดยบริษัทมองยังต้องใช้เวลาจัดการราว 2 ไตรมาสถึงไตรมาส 2/66 และจะกลับมาเน้นด้านสินเชื่อตามปกติได้ในไตรมาส 3/66


ทั้งนี้มีมุมมองเชิงลบต่อการปรับโครงสร้างครั้งนี้ นายกิตติพงศ์ ถือเป็นบุคลากรสำคัญของบริษัทตลอดช่วงรับตำแหน่ง MD ตั้งแต่ปี 2560 สามารถผลักดันผลประกอบการจากขาดทุนปี 2560 กลับมามีกำไร 935 ล้านบาทในปี 2565 ขณะที่นายนราธิปที่มารับตำแหน่งแทนเดิมเป็นผู้บริหารอยู่ใน Jaymert Mobile จึงแนะนำให้ติดตามการปรับโครงสร้างและนโยบายต่อไป


ขณะที่บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้คำแนะนำ “ขายและกำหนดราคาเหมาะสมที่ 11.60 บาท เนื่องจาก ปัญหาด้านคุณภาพสินทรัพย์ (NPL) ที่เกิดใหม่จำนวนมากและมีการเปลี่ยนตัวผู้บริหาร จึงต้องใช้เวลาสักระยะในการล้างงบดุลและฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อแนวโน้มการเติบโตในอนาคต


โดยการแก้ปัญหา NPL ทำให้เกิดความกังวลกับค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองฯและผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์  ซึ่ง NPL ที่แท้จริงพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในไตรมาส 4/65 โดย NPL ratio อยู่ที่ประมาณ 11-12% เนื่องจากยังมีการจัดชั้นลูกค้าที่อ่อนไหวบางรายเป็นสินเชื่อที่ปกติ (performing loan) อยู่ในไตรมาส 4/65


แต่คาดการณ์ว่าลูกค้าเหล่านี้อาจจะกลายมาเป็น NPL ในไตรมาส 1/66 และกระทบค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองฯ และค่าใช้จ่ายการด้อยค่าของสินทรัพย์ก้อนใหญ่ ดังนั้นจึงปรับเพิ่มสมมติฐานค่าใช้จ่ายสำรองในไตรมาส 1/66 เป็น 8% จาก 5.6% ในไตรมาส 4/65 และในปี 2566 เป็น 6% จาก 2.5% ในปี 2565


พร้อมกันนี้ได้ปรับลดประมาณการกำไรลง เพื่อสะท้อนถึงค่าใช้จ่ายสำรองที่เพิ่มขึ้นเป็น 6%และ4% ในปี 2566และ2567 จากเดิมที่ 3%และ2.5% พร้อมกับปรับลดอัตราการเติบโตของยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นลดลง 20%และเพิ่มขึ้น 10%จากเดิมที่ลดลง 5% และเพิ่มขึ้น 10% และปรับลดอัตราการเติบโตขอสินเชื่อเป็นลดลง 6%และเพิ่มขึ้น 5% จากเดิมลดลง5%และเพิ่มขึ้น 10%

กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดา

นักข่าวเลือดใหม่ “สายกองทุน” ที่พร้อมจะนำเสนอข้อมูล ข่าวสาร สาระที่เป็นประโยชน์ มีสีสัน สนุกและเข้าใจง่าย ตอบโจทย์นักลงทุนทุก Generation ให้เข้าถึงโลกของการลงทุนได้อย่างเท่าเทียม

Most Viewed
Stock of the Day
จับตา El Niño เสี่ยงดันเงินเฟ้อรอบใหม่ ผลผลิตเกษตรลด-ราคาอาหารพุ่ง เปิดโผธุรกิจไหน ได้/เสีย ประโยชน์
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Fun of Funds
“ALLY” พร้อม Transform สู่ “Urban Experience Platform” ภายใต้แนวคิด “Where Life Feels Right”… ส่วน “ALLY REIT” เตรียมเพิ่มทุนครั้งที่2 ลุย 3 โครงการใหม่ มูลค่า 1.51 พันลบ. !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
หุ้นแบงก์พุ่งยกแผง รับปัจจัยหนุนรอบด้าน รัฐเร่งลงทุน-ลุ้น Q2 กำไรดีกว่าคาด บอนด์ยีลด์ทรงตัวสูง-ปันผลเด่น
เมื่อ 8 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
“ทิสโก้” แนะกลยุทธ์ลงทุน ก.ค.69 คาด SET ครึ่งปีหลังขึ้นแบบมีคุณภาพ คงเป้าดัชนี 1,600 จุด แม้ DELTA อาจเป็นตัวถ่วง
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
REIT ยังน่าลงทุนไหม? เมื่ออัปไซด์เริ่มจำกัด แต่ปันผลยังเด่น
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us