CHG หุ้นโรงพยาบาลปันผลดี จับตาปี 67 กำไรฟื้น คาดให้ผลตอบแทนกว่า 2.17%
หุ้นปันผลสัปดาห์นี้ Wealthy Thai ขอนำเสนอข้อมูลของ CHG หรือ บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งให้อัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) สูงเกิน 4% และติดอยู่ในอันดับ 14 ของดัชนี SETHD หรือ SET High Dividend 30 Index ดัชนีที่สะท้อนความเคลื่อนไหวราคาหุ้นที่มีมูลค่าตามราคาตลาดสูง (Market Capitalization) มีสภาพคล่องสูงอย่างสม่ำเสมอและมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงและต่อเนื่องมานำเสนอ
โดยตั้งแต่ปี 2560 ถึง 2565 บริษัทจ่ายเงินปันผลไปทั้งหมด 10 ครั้ง รวมเป็นเงิน 0.45 บาท ล่าสุดบริษัทได้ประกาศจ่ายเงินปันผลงวดปี 2565 ในอัตราหุ้นละ 0.075 บาท ขึ้นเครื่องหมาย XD ไปแล้วในวันที่ 2 พ.ค. ที่ผ่านมา และจะจ่ายเงินปันผลในวันที่ 19 พ.ค. นี้ โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันบริษัทมี Dividend Yield) อยู่ที่ระดับ 4.76%
ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พบว่า ปัจจุบัน CHG มีมูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap) อยู่ที่ 36,960 ล้านบาท และมี P/E อยู่ที่ระดับ 13.30 เท่า (ข้อมูล ณ วันที่ 11 พ.ค. 66) โดยราคาหุ้นวันที่ 11 พ.ค. 66 อยู่ที่ 3.36 บาท ปรับตัวลดลง 8.70% จากช่วงต้นปี
ด้านนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) คาดการณ์ว่าปี 2566 บริษัทจะจ่ายเงินปันผลที่ 0.07 บาท คิดเป็น Dividend Yield ที่ 1.88% ส่วนปี 2567 คาดจะจ่ายเงินปันผลที่ 0.08 บาท คิดเป็น Dividend Yield ที่ 2.17%
ขณะที่แนวโน้มการดำเนินงานไตรมาส 2/66 เบื้องต้นคาดกำไรสุทธิจะลดลงจากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 878 ล้านบาท และลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจาก 1. รายได้รักษาพยาบาลลดลงตามการปรับฐานรายได้เกี่ยวกับโควิด-19 และตามปัจจัยฤดูกาล ขณะที่การปรับขึ้นค่ารักษาเหมาจ่ายต่อหัวประกันสังคมยังรับรู้ไม่เต็มไตรมาส และ 2.คาดต้นทุนเพิ่มขึ้นจากการเปิดศูนย์การแพทย์ฯ ทำให้คาดว่า Gross margin จะลดลงจากทั้งจากไตรมาส 2/65 และไตรมาส 1/66
ทั้งนี้ คาดว่ากำไรสุทธิในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะกลับมาเติบโตเมื่อเทียบกับครึ่งแรกของปีและช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากคาดว่ารายได้รักษาพยาบาลกลับมาเติบโตจากปัจจัยบวกฤดูกาลต่อการใช้บริการเพิ่มขึ้น ประกอบกับมีผลบวกของการปรับเพิ่มค่าเหมาจ่ายต่อหัวประกันสังคมเต็มไตรมาส และไม่มีผลกระทบรายได้ฐานสูงจากโควิด-19 เหมือนช่วงครึ่งปีแรก
ฝ่ายวิเคราะห์ปรับกำไรสุทธิปี 2566-2567 ขึ้นจากเดิม 4% เป็น 1,425 ล้านบาท (เดิม 1,365 ล้านบาท) และเพิ่มขึ้น 6% เป็น 1,638 ล้านบาท (เดิม 1,548 ล้านบาท) ตามลำดับ เนื่องจากปรับสมมติฐานค่ารักษาประกันสังคมเพิ่มขึ้นต่อปี 4% สะท้อนค่ารักษาเหมาจ่ายต่อหัวเพิ่มขึ้นเป็น 1,808 บาทต่อคนต่อปี (เดิม 1,640 บาทต่อคนต่อปี)
นอกจากนี้ยังปรับสมมติฐานค่าใช้จ่าย SG&A ต่อรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิม 1-2% เนื่องจากคาดว่าการขยาย Capacity และเพิ่มศักยภาพรักษาโรครุนแรงครบวงจร ทำให้ค่าใช้จ่าย SG&A มีแนวโน้มสูงกว่าคาดเดิม โดยภาพรวมคาดว่ากำไรสุทธิปี 2566 จะลดลง 49% เมื่อเทียบกับปี 2565 ยังเป็นการปรับฐานกำไรตามรายได้ที่ไม่มีตัวช่วยเกี่ยวกับโควิด-19 และคาดว่ากำไรสุทธิจะกลับมาเติบโต 15% ในปี 2567
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงคำแนะนำ ซื้อ และปรับราคาเป้าหมายปีนี้เพิ่มเป็น 4.50 บาท (เดิม 4.40 บาท) เนื่องจากการเพิ่มศักยภาพบริการทางการแพทย์ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ ทำให้ Intensity ค่ารักษามีแนวโน้มสูงขึ้น
รวมทั้งมีโอกาสขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ และสามารถแข่งขันได้ดีขึ้น อีกทั้งคาดว่าผลกระทบการเปิดรพ.ใหม่ไม่มาก เพราะรพ.ในเครือมีกำไรทั้งหมด ทำให้มีฐานกำไรรองรับต้นทุนและค่าใช้จ่ายของรพ.ใหม่ได้ ขณะเดียวกันครึ่งหลังของปี 2566 กำไรน่าจะกลับมาเติบโตดีทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและครึ่งแรกของปีนี้อีกด้วย

