DDD กำลังเข้าสู่ตลาดกัญชง คาดสรุปความชัดเจนภายในปี 64
DDD หาพันธมิตรลุย "กัญชง" คาดชัดเจนปี 64 พร้อมกางแผน 5 ปีมีรายได้รวม 3,000 ล้านบาท ลุยเพิ่มสินค้า เจาะตลาดออนไลน์ เทเลเซลล์ ดันปี 64 รายได้โต 30%
นางสาวนันทวรรณ สุวรรณเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดู เดย์ ดรีม จำกัด (มหาชน) หรือ DDD กล่าวว่า บริษัทมีความสนใจพัฒนาสินค้าผ่านผลิตภัณฑ์กัญชง ซึ่งได้ศึกษามาหลายปีแล้ว แต่ขณะนี้รอดูความแน่นอนเสียก่อน โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษา และมองหาพันธมิตรที่มีความพร้อม เบื้องต้นคาดเห็นความชัดเจนภายในปี 2564
สำหรับแผนระยะยาว 5 ปี (2564-2568) บริษัทวางเป้าจะมีรายได้รวม 3,000 ล้านบาท โดยมีแผนเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ทั้งการเข้าซื้อกิจการ การร่วมทุน และการพัฒนาสินค้าขึ้นมาเอง เพื่อขยายสินค้าให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นโดยปัจจุบันบริษัทมีกลุ่มผลิตภัณฑ์ 5 เสาหลักที่สนับสนุนการเติบโต ได้แก่ Skin care, Personal care, Beauty equipment, sports and wellness และอื่นๆ โดยมีแผนขยายผลิตภัณฑ์เข้ามาเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มความหลากหลายยิ่งขึ้น
ทั้งนี้บริษัทยังวางแผนขยายตลาดไปยังต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันประเทศหลักๆคือ ประเทศฟิลิปปินส์ โดยมีแผนนำแบรนด์ SPARKLE เข้าไปจำหน่ายเพิ่มเติมอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีแผนขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศ CLMV ผ่านตัวแทนจำหน่ายซึ่งจะมี DKSH เป็นพันธมิตรหลัก เบื้องต้นใน 5 ปีจะมีรายได้จากต่างประเทศ 500 ล้านบาท
ขณะที่ปี 2564 บริษัทยังวางเป้ารายได้เติบโต 25-30% จากปีก่อน โดยมีกลยุทธ์การขยายตลาดที่มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าที่ครอบคลุมกลุ่มผู้บริโภคโดยเฉพาะตลาดในประเทศและประเทศฟิลิปปินส์ ผ่านการออกสินค้าใหม่ที่เน้นนวัตกรรมและตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคในกลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและดูแลสุขภาพ ด้วยการเสนอกลุ่มผลิตภัณฑ์ “NAMU LIFE MIRACLE WHIITE” ที่ช่วยให้ผิวสวย กระจ่างใส ลดเลือนฝ้า กระ จุดด่างดำ ภายใน 7 วันและกลุ่มผลิตภัณฑ์ SNAILWHITE ที่เน้นนวัตกรรมเพื่อผิวสุขภาพดี
นอกจากนี้ยังมีการปรับกลยุทธ์การสื่อสารโฆษณาที่ตรงกลุ่มเป้าหมายผ่านสื่อต่างๆ โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ การแต่งตั้งและร่วมมือกับผู้นำด้านการกระจายสินค้า DKSH ที่มีเครือข่ายการกระจายสินค้าครอบคลุมและมีประสบการณ์มาอย่างยาวนาน การเพิ่มช่องทางการขายผ่าน Social Media, Telesales ที่ร่วมมือกับ RS MALL และ Amado Shopping
รวมทั้งยังมีกลยุทธ์การจัดการการดำเนินงานภายใน เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงานและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ภายในกลุ่มบริษัท และเพิ่มขีดความสามารถในการต่อรองของกลุ่มบริษัทฯให้มากขึ้น เช่น การใช้ประโยชน์จากความสามารถทางการผลิต โดยการนำสินค้าของกลุ่มบริษัทในเครือมาผลิตภายใต้โรงงานของบริษัทฯ การบูรณาการระบบหลังบ้านให้มีประสิทธิภาพ (Back office improvement) และการตั้งศูนย์รวมการจัดการคลังสินค้าและการขนส่งของกลุ่มบริษัท
ในปี 2564 บริษัทวางแผนปรับกลยุทธ์การดำเนินงานและแผนการตลาดให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และทำให้บริษัทสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าที่ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค ผ่านการกระจายสินค้าที่ครอบคลุมมากขึ้น อีกทั้งมีการปรับกลยุทธ์ทางการตลาดที่เน้นการจำหน่ายและการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์เพื่อเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ให้มากขึ้น
นอกจากนี้บริษัทวางกลยุทธ์ในการรับจ้างผลิต (OEM) เข้ามาเพิ่มเติม โดยเปิดโอกาสให้กับผู้ที่สนใจเข้ามาทำ OEM กับทางบริษัท พร้อมวางเป้าระยะแรกจะมีรายได้ 50 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมกับเป้ารายการเติบโตของรายได้ในปี 2564
