เม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าหุ้น หนุนดัชนีปี 64 ทะยาน 1,550 จุด
โดยนายภราดร เตียรณปราโมทย์ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ได้เปิดเผยกับทีมข่าว Wealthy Thai ว่า ในปี 2564 ภาพรวมตลาดจะเป็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยคาดกำไรบริษัทจดทะเบียนในปี 2564 ที่ 7.16 แสนล้านบาท เติบโต 38% จากปี 2563 ขณะที่ EPS คาดอยู่ที่ระดับ 65.04 บาทต่อหุ้น ซึ่งถ้ากลับไปดูในอดีตที่ผ่านมา พบว่าทุกๆครั้งที่กำไรเติบโตเกิน 30% ดัชนีตลาดหุ้นไทยมักจะปรับตัวขึ้นเกิน 20%
ดังนั้นจะเป็นการคอนเฟิร์มในเชิงสถิติว่าปี 2564 ภาพรวมตลาดหุ้นก็มีโอกาสที่จะเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งประเมินที่ระดับ 1,550 จุด อย่างไรก็ตามหากดูที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันอัพไซต์ถือว่าจำกัด แต่ถ้าตัด DELTA ออก ที่ปี 63 ขึ้นกว่า 1,000% แล้ว เพราะแค่ DELTA ตัวเดียวล่าสุดก็ดันดัชนีตลาดหุ้นไทยขึ้นไป 60 จุดแล้ว แปลง่ายๆว่า อัพไซต์ที่ประมาณการดัชนีตลาดหุ้นไทยดังกล่าวหากบวกส่วนต่างของ DELTA ก็จะมีส่วนเพิ่มอีกด้วย พูดง่ายๆดัชนีล่าสุดทีขึ้นมาระดับสูง ถือว่าหลอกตาเราดู เพราะมาจาก DELTA กว่า 60 จุดแล้ว
อย่างไรก็ตามแรงผลักดันหลักๆยังเชื่อว่าจะมาจากเม็ดเงินต่างชาติเนื่องจากหากเข้าไปดูสัดส่วนของกองทุนในประเทศพบว่าเริ่มให้น้ำหนักในเรื่องของสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นมากยิ่งขึ้นสัดส่วนของตราสารหนี้ปรับตัวลดลงแต่จะไปเพิ่มในกองทุนประเภทหุ้นและอสังหาริมทรัพย์มากขึ้นดังนั้นแนวโน้มเราเห็นแล้วว่าเม็ดเงินจะไหลเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงโดยต่างชาติจะนำเงินเข้าสู่ตลาดเงินมากขึ้นโดยหลักๆจะให้น้ำหนักไปยังตลาดหุ้นมากกว่าส่วนอื่นๆ
ขณะที่บอนยีลด์ 1 ปี ยังลงมาต่ำกว่าดอกเบี้ยนโยบายเสียอีก อยู่ที่ 0.38% จึงเป็นส่วนเร่งการลงทุนมายังตลาดหุ้นมากขึ้น และหากดูสัดส่วนตราสารหนี้ของกองทุนรวมทั้งประเทศ ตอนต้นปีเม็ดเงินรวมทั้งตราสารหนี้และหุ้นจะอยู่ที่ประมาณ 5.4 ล้านล้านบาทในช่วงต้นปีที่แล้ว โดยจะเป็นตราสารหนี้ลดลง 6% ซึ่งมาเพิ่มในตลาดหุ้น 5% และกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน 13% เห็นแล้วว่าเม็ดเงินไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น
ส่วนความเสี่ยงที่ต้องจับตาดู อาทิการระบาดของ COVID-19 ที่เกิดขึ้นอีกครั้ง ซึ่งต้องรอดูจะจะมีมาตรการล็อกดาวน์ได้นานแค่ไหน และตัวเลขของจำนวนผู้ติดเชื้อจะลดลงมากน้อยแค่ไหนเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามเมื่อย้อนกลับไปดูตัวเลขในอดีตเมื่อตัวเลขผู้ติดเชื่อทยอยปรับตัวลดลงดัชนีตลาดหุ้นไทยก็มักจะฟื้นตัวได้ดีเช่นกัน
หากตัวเลขผู้ติดเชื้อนานกว่าเดือนมกราคม จะมีโอกาสส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ และส่งผลต่อด้านกำไรบริษัทจดทะเบียน อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมี COVID-19 ในช่วงไตรมาส 1/64 แต่กำไรบริษัทจดทะเบียนในช่วงไตรมาส 1/63 อยู่ที่ระดับ 8 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ซึ่งฐานของกำไรปกติจะอยู่ที่เกิน 2 หมื่นล้านบาทต่อไตรมาส ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไตรมาสแรกของปีจะมีการเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ระดับที่สูง ดังนั้นจากตัวเลขที่ประเมินกำไรบริษัทจดทะเบียนในปี 2564 ที่จะเติบโต 38% จากปี 2563 จะโดดเด่นในช่วงครึ่งปีแรก
นายภราดร กล่าวอีกว่า การลงทุนให้เน้นไปที่หุ้นขนาดใหญ่ และมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เนื่องจาก หุ้นกลุ่มนี้จะมีโอกาสได้รับแรงหนุนจากเม็ดเงินต่างชาติที่ไหลเข้าตลาดหุ้นไทย

