3 บริษัทปั๊มน้ำมันรายใหญ่ของไทย จะเติบโตแค่ไหน เมื่อไตรมาส 2 มีวันหยุดยาว
ในช่วงไตรมาส 2/66 ถือว่าเป็นช่วงที่มีวันหยุดยาวจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลสงกรานต์ รวมทั้งวันหยุดเนื่องในวันสำคัญต่างๆ เป็นต้น ทำให้มีการเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น
ดังนั้น Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาสำรวจดูว่า 3 บริษัทเจ้าของสถานีบริการน้ำมันรายใหญ่ของไทย ช่วงไตรมาส 2/66 ผลงานจะมีความน่าสนใจหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตามทั้ง 3 บริษัทไม่ได้มีแค่สถานีบริการน้ำมันเท่านั้น เพราะยังมีอีกหลายธุรกิจที่สนับสนุนผลประกอบการในภาพรวมอีกด้วย
มาเริ่มกันที่ OR หรือ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) เจ้าของสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ล่าสุดไตรมาส 1/66 บริษัทมีสถานีบริการน้ำมัน 2,168 สาขา ส่วนธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่ม 4,170 สาขา แบ่งเป็น ร้าน Cafe Amazonในประเทศไทย 3,927 สาขา จำแนกเป็นสาขาในสถานีบริการ 2,155 สาขา และนอกสถานีบริการ 1,772 สาขา รวมทั้งมีร้าน Cafe Amazon ในต่างประเทศ จำนวน 20 สาขา
รวมทั้งร้านเท็กซัส ชิคเก้น มีเครือข่าย 104 สาขา ส่วนร้านอาหารและเครื่องดื่มอื่นมีเครือข่าย 119 สาขา ได้แก่ เพิร์ลลี่ทีและ Pacamara Coffee Roasters สำหรับธุรกิจค้าปลีกอื่นๆมีร้านสะดวกซื้อภายใต้ แบรนด์ 7-Eleven และภายใต้แบรนด์จิฟฟี่ ในประเทศไทย 2,155 สาขา โดยร้าน Cafe Amazon ไตรมาส 1/66 มีปริมาณจำหน่ายรวม 91 ล้านแก้ว เติบโต 9.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ยังมองบวกต่อภาพรวมไตรมาส 2/23 และครึ่งหลังปี 66 เพราะคาดว่าปริมาณขายน้ำมันจะโตต่อเนื่องจากการบริโภคของกลุ่มนักท่องเที่ยว และภาคเอกชน
ขณะที่การขึ้นค่าการตลาดค้าปลีกน้ำมันดีเซลจาก 1.4 บาทเป็น 1.8 บาท/ ลิตร มีผลวันที่ 15 ก.พ. คาดว่าจะช่วยให้ค่าการตลาดค้าปลีกน้ำมันของ OR กลับสู่กรอบที่ดีในระดับ 1.0 บาท/ลิตรได้ในช่วงที่เหลือของปี 66 ดังนั้นยังคงประมาณการกําไรปี 66 ที่ 1.17 หมื่นล้านบาท โตขึ้น 13% จากปีก่อน หนุนจากการเติบโตของยอดขาย 5% ในส่วนธุรกิจนํามันและ อื่น ๆ นอกจากนํามัน (non-oil)
โดยคงคําแนะนํา "ซื้อ" มูลค่าพื้นฐาน 26.00 บาท ซึ่งมองว่าการเติบโตของกําไรในช่วงถัดไปที่มีแรงหนุนจากการเติบโตของยอดขายในธุรกิจน้ำมันและ non-oil จะช่วยหนุนทิศทางราคาหุ้นขึ้นได้
PTG โบรกฯมองภาพบวกไปยันครึ่งหลัง
ถัดมาที่ PTG หรือ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) เจ้าของสถานีบริการน้ำมันพีที ล่าสุดไตรมาส 1/66 มีสถานีบริการน้ำมันรวม 2,160 สาขา รวมทั้งยังมีธุรกิจ non-oil อีกมากมาย อย่างร้านร้านกาแฟพันธุ์ไทย หนึ่งในธุรกิจที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยล่าสุดไตรมาส 1/66 มีสาขารวม 570 สาขา
ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ยังมองบวกต่อภาพรวมในไตรมาส 2/66 และครึ่งหลังปี 66 เพราะคาดว่าปริมาณขายนํามันจะโตต่อเนื่อง อานิสงส์จากภาค ท่องเที่ยวและการบริโภคในประเทศ ส่วนการยกเลิกมาตรการตรึง ราคาดีเซลและการปรับเพิ่มค่าการตลาดค้าปลีกดีเซลจาก 1.4 บาท/ ลิตร เป็น 1.8 บาท/ลิตร มีผลตั้งแต่15 ก.พ. จะช่วยให้ค่าการตลาด ค้าปลีกน้ำมันของ PTG กลับมายืนเหนือ 1.7 บาท/ลิตรได้ในปี 66 คงคําแนะนํา "ซื้อ" มูลค่าพื้นฐาน 15.50 บาท
ส่วนนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 18.50 บาท โดยยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 66 ที่ 1.6 พันล้านบาท เติบโต 70%จากปีก่อน หนุนโดยค่าการตลาดในระดับสูง (คาด 1.8-1.9 บาท/ลิตร) และปริมาณการขายน้ำมันที่ยังเติบโตได้จากการฟื้นตัวทางกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
BCP ค่าการกลั่นลดลง
สุดท้าย BCP หรือ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เจ้าของสถานีบริการน้ำมัน “บางจาก” ล่าสุดไตรมาส 1/66 กลุ่มธุรกิจการตลาด มีสถานีให้บริการน้ำมันรวม 1,353 สาขา มีร้านกาแฟ Inthanin 1,021 สาขา รวมทั้งยังมีร้านชานม Dakasi จำนวน 53 สาขาอีกด้วย
โดยในมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) มองราคาหุ้น BCP สะท้อนแรงกดดันจากปรับฐานค่าการกลั่นเช่นเดียวกับกลุ่มไปแล้วตั้งแต่ปลายเดือน เม.ย. คาดการฟื้นตัวของค่าการกลั่นในครึ่งหลังปี 66 และ แรงหนุนจาก ESSO จะส่งให้กำไรปกติจะกลับมาฟื้นต่อเนื่องในช่วงไตรมาส 3/66 เป็นต้นไปเมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้า มองเป็นโอกาส “ซื้อ”ให้ราคาเป้าหมาย 50 บาท
ทั้งนี้คาดกำไรปกติไตรมาส 2/66 ราว 636 ล้านบาท ลดลง 84% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 53% จากไตรมาสแรก เพราะแรงฉุดหลักมาจากธุรกิจโรงกลั่นที่คาดค่าการกลั่นลดลงเหลือราว 4.7 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ลดลง 81% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 59% จากไตรมาสแรก ตาม spread jet และ gasoil ที่ถูก supply ใหม่ และการส่งออกน้ำมันที่เพิ่มขึ้นของจีนกดดัน
นอกจากนี้เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน อีกแรงฉุดคือไม่มี stock gain ก้อนใหญ่หนุนเหมือน ส่วนเมื่อเทียบไตรมาสแรก ถูกธุรกิจ E&P ที่ปริมาณขายลดลงฉุดด้วย
ดังนั้นปรับกำไรปกติปี 66 ลง 10% เป็น 5,161 ล้านบาท ลดลง 63% จากปีก่อน ปรับลดจากส่วนของธุรกิจโรงกลั่น ที่ปรับลดค่าการกลั่นจาก spread ปิ โตรเลียมปรับฐานเร็วจาก supply ใหม่กดดัน กลบการปรับเพิ่มปริมาณขายธุรกิจ E&P และรวมกำไรของ ESSO

