Official Update :

นักวิเคราะห์! เผยต่างชาติซื้อหุ้นไทยแค่ช่วงสั้น ชี้รอการเมืองชัดเจน - เศรษฐกิจในประเทศฟื้น อาจมีแรงหนุนดัน SET กลับไปแตะ 1,600 จุด

ปิดตลาดวานนี้ (8 มิ.. 66) ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมาปิดที่ระดับ 1,559.50 จุด เพิ่มขึ้น 26.29 จุด จากแรงซื้อสนับสนุนของนักลงทุนสถาบันกว่า 2,220.79 ล้านบาท และนักลงทุนต่างชาติอีก 1,822.83 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นซื้อติดต่อกันในช่วง 2 วันทำการ จนเกิดเป็นข้อสงสัยว่า หรือนี่จะเป็นจุดเริ่มต้นที่นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างชาติจะกลับเข้ามาซื้อสุทธิหุ้นไทยแล้ว


Wealthy Thai จึงได้ต่อสายไปยัง นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ซึ่งให้มุมมองว่า กองทุนอยู่ฝั่งซื้ออยู่แล้ว โดยเป็นภาพของการซื้อต่อเนื่องตั้งแต่เดือนก.. – มี.. แม้บางช่วงอาจ wait and see แต่ดูภาพรวมสถาบันยังอยู่ในโซนซื้อ


ส่วนนักลงทุนต่างชาติที่ขายมาตลอดทาง เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้น แต่ประเด็นที่ทำให้เกิดการเข้าซื้อเป็นประเด็นการเก็งว่าประเทศจีนจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะหากเศรษฐกิจจีนฟื้น จะทำให้ราคาสินค้า Commodity ขยับขึ้นตามไปด้วย เห็นได้จากราคาหุ้นกลุ่มน้ำมันและปิโตรเคมีในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นแรง


อย่างไรก็ตามมองว่าเป็นลักษณะของการบวกช่วงสั้นมากกว่า เพราะหากจีนฟื้นแต่เศรษฐกิจโลกไม่ฟื้น โอกาสที่จีนจะฟื้นคนเดียวแรงๆ ยังค่อนข้างยาก ดังนั้นจึงมองเป็นลักษณะของการซื้อช่วงสั้น และมีโอกาสที่จะทยอยซื้อต่อในช่วงนี้ ส่วนการที่นักลงทุนต่างชาติจะกลับเข้ามาซื้อหุ้นไทยต่อเนื่องระยะยาวนั้น มองว่าต้องมีปัจจัยบวกในประเทสเข้ามาช่วยหนุนด้วย ทั้งการเมืองที่ต้องจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ และเศรษฐกิจที่ต้องเห็นทิศทางการฟื้นตัวต่อเนื่อง


ประเมินหากปัจจัยด้านการเมืองมีความชัดเจน สามารถจัดตั้งรัฐบาลและมีนโยบายที่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศได้ มีโอกาสที่ตลาดหุ้นไทยจะกลับไปยืนที่ระดับ 1,600 จุดได้ในช่วงสั้น เพราะหลังจากนั้นยังต้องประเมินสถานการณ์ต่อไปว่าเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนจะฟื้นตัวได้เข้มแข็งแค่ไหน


ทั้งนี้ การที่ดัชนีปรับตัวขึ้นมายืนเหนือระดับ 1,545 จุด มองเป็นบวกมากขึ้น แต่คาดยังไม่สามารถผ่านระดับ 1,570 จุดได้ หากจะผ่านระดับดังกล่าวต้องมีประเด็นบวกอื่นๆ เข้ามาช่วยหนุนเพิ่มเติม โดยบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ให้เป้าดัชนีสิ้นปี 2566 ที่ระดับ 1,620 จุด ปรับลงมาจากเดิมที่คาดที่ระดับ 1,700 จุด ส่วนกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) คาดการณ์ที่เฉลี่ย 95 บาท


สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ยังมองกลุ่มหุ้น Domestic Play เป็นหลัก เช่น ธนาคาร ไฟแนนซ์ และค้าปลีก หากราคาหุ้นพักตัวลงมา เป็นจังหวะเข้าซื้อ ส่วนหุ้นน้ำมันมองเป็นบวกช่วงสั้นมากกว่า เพราะครึ่งปีหลังเศรษฐกิจโลกน่าจะชะลอตัว โดย Top pic คือ BA, BDMS, CPN, CENTEL, MAKRO, NSL, ORI และ  TOA

ศุภมาศ ศรีขำ

นำเสนอข้อมูล ข่าวสาร ด้านการเงินและตลาดทุน ให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้