เมื่อ OR ราคาหุ้นเต็มมูลค่า Non-Oil จึงเป็นความหวังครั้งสำคัญ
สำหรับ OR เป็นบริษัท Flagship ด้านธุรกิจน้ำมันและธุรกิจค้าปลีกของกลุ่ม PTT โดยประกอบธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่นๆ (Non-Oil) ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ในตลาดค้าปลีกและตลาดพาณิชย์ ธุรกิจกาแฟ ร้านอาหารและเครื่องดื่มอื่นๆ ร้านสะดวกซื้อ และการบริหารจัดการพื้นที่
ทั้งนี้รายได้ของ OR จะมาจาก 3 ส่วน อาทิ ธุรกิจน้ำมัน (Oil Business) ณ สิ้นปี 2563 มีสัดส่วนรายได้ 90.9% ธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่นๆ (Non-Oil) ณ สิ้นปี 2563 มีสัดส่วนรายได้ 3.9% และธุรกิจต่างประเทศ (International Business) มีสัดส่วนรายได้ 4.9% และอื่นๆ
แต่เมื่อเข้าไปสำรวจสัดส่วน EBITDA ธุรกิจ Non-Oil มีสัดส่วนอยู่ที่ระดับ 25.5% ขณะที่ ธุรกิจน้ำมัน มีสัดส่วนที่ 68.9% โดย OR มีแผนในการเพิ่มสัดส่วนให้กับธุรกิจ Non-Oil ในอนาคตเพราะมีอัตราการทำกำไรค่อนข้างสูง โดยปี 2563 ธุรกิจ Non-Oil มีเครือข่ายจำนวนสาขาของร้านอาหารและเครื่องดื่ม จำนวน 3,388ร้าน แบ่งเป็นร้าน Café Amazon ในประเทศไทย จำนวน 3,290 ร้าน จำแนกเป็นสาขาที่อยู่ในสถานีบริการจำนวน 1,966 ร้าน และนอกสถานีบริการ 1,324 ร้าน รวมทั้งมีร้านคาเฟ่ อเมซอน ในต่างประเทศภายใต้ธุรกิจ Non-Oil จำนวน 20 ร้าน ส่วนร้าน เท็กซัส ชิคเก้น มีเครือข่าย 78 สาขา และธุรกิจ Non-Oil อื่น มีร้านสะดวกซื้อ ภายใต้แบรนด์ 7-Eleven และภายใต้แบรนด์ จิฟฟี่ จำนวนรวม 1,977ร้านค้า
นอกจากนี้ OR เป็นผู้ค้าปลีกผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมชั้นนำของประเทศไทยซึ่ง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 42.3% เมื่อพิจารณาจากปริมาณจำหน่ายทุกผลิตภัณฑ์ ไม่รวมปริมาณการจำหน่ายน้ำมันเตาให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โดยทิ้งห่างเบอร์ 2 ที่ส่วนแบ่งการตลาด 10.9%
OR มีแบรนด์ Non-Oil ที่แข็งแกร่งเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน โดยธุรกิจ Non-Oil ของ OR ถือว่ามีความแข็งแกร่งที่สุดในอุตสาหกรรมเมื่อเทียบกับคู่แข่งเช่น PTG ซึ่ง Portfolio ของ OR จะเน้นไปที่แบรนด์ที่สามารถสร้าง Synergy กับสถานีบริการน้ำมันที่มีอยู่แล้วได้ เช่น ธุรกิจกาแฟภายใต้แบรนด์ Café Amazon ธุรกิจอาหารภายใต้แบรนด์ Texas Chicken และธุรกิจค้าปลีกสินค้า Non-Oil ภายใต้แบรนด์ Jiffy และ 7-Eleven อ้างอิงจากนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด
พร้อมยังบอกอีกว่า บริษัทและบริษัทลูกได้มีการลงทุนในบริษัทพีเบอร์รี่ไทย จำกัด (ธุรกิจกาแฟ) ในสัดส่วน 65%บริษัทปลูกผักเพราะรักแม่ (เจ้าของแบรนด์ โอ้กะจู๋) ในสัดส่วน 20% และ Flash Express (ธุรกิจขนส่งพัสดุ) ในสัดส่วน 10% โดยเครือ OR มีเป้าหมายในการเติบโตทั้งในแบบ Organic และ Inorganic เน้นไปที่การดึง Traffic เข้ามาในสถานีบริการน้ำมันเพื่อเป็นการสร้างฐานผู้ใช้งานในระยะยาว
สอดคล้องกับการที่ระยะเวลาในการชาร์จรถยนต์ EV ยาวนานกว่ารถยนต์สันดาปภายในอย่างน้อย 4 เท่า โดยแบรนด์ต่างๆ ของ OR เป็นแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์และมีศักยภาพในการเติบโตด้วยธุรกิจต่างประเทศของบริษัทฯ แม้ปัจจุบันแบรนด์ Non-Oil อาจยังมีมูลค่าไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับ Global Brands เช่น Starbucks และ KFC แต่หากบริษัทสามารถทำการตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ดีจะส่งผลให้มูลค่าของแบรนด์ Non-Oil ต่างๆ ของบริษัทมีมูลค่าสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เป็น Upside ต่อมูลค่าโดยรวมของ OR ในระยะยาว
ทั้งนี้ OR มีความพร้อมในการทำ M&A เพิ่มเติมเพื่อต่อยอดธุรกิจปั๊มน้ำมันหลัง IPO แม้แผนการลงทุนจะมีความจำเป็นต้องใช้เงินสดมากกว่าในอดีต แต่เมื่อเทียบกับเงินสดจำนวน 54,000 ล้านบาท ซึ่งบริษัทได้รับจากการทำ IPO แล้วยังถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อย โดยบริษัทมีแผนในการลงทุนรวม 38,110 ล้านบาทภายใน 2 ปี ดังนั้นบริษัทจึงมีศักยภาพที่จะขยายธุรกิจแบบ Inorganic ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า
ธุรกิจกาแฟแบบครบวงจรช่วยลดต้นทุน
การที่บริษัทในเครือของ OR เข้าไปลงทุนในบริษัทพีเบอร์รี่ไทยส่งผลให้ OR มีธุรกิจกาแฟแบบครบวงจร รวมถึงมีธุรกิจในตลาดกาแฟทั้งประเภททั่วไปและ Specialty โดยคาดตลาดร้านกาแฟรวมเติบโต 5% CAGR จนถึงปี 2567 และยังมี Upside เนื่องจากปริมาณบริโภคกาแฟในไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 300 แก้วต่อคนต่อปี เมื่อเทียบกับญี่ปุ่นและยุโรปที่มีปริมาณการบริโภคกาแฟเฉลี่ยอยู่ที่ 400 และ 600 แก้วต่อคนต่อปี และคาดตลาดจะมีมูลค่าสูงราว 310,000 ล้านบาทในปี 2567 จากการขยายเครือข่ายของแบรนด์คาเฟ่ต่างๆ
โดย Café Amazon ซึ่งเป็นแบรนด์ Non-Oil หลักของบริษัทมีส่วนแบ่งการตลาด 5% ในปี 2562 มากกว่า Starbucks ซึ่งเป็น Partner กับ ESSO ซึ่งเป็นคู่แข่งโดยตรงของ OR ในส่วนของการลดต้นทุนการผลิตบริษัทได้มีการทำ Backward Integration กับบริษัทพีเบอร์รี่ไทย เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการผลิตและค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงลง
นอกจากนี้บริษัทยังได้มีการลงทุนสร้าง Distribution Center (DC) สำหรับ Café Amazon โดยจะดำเนินการด้วยระบบ Autonomous ทั้งหมดซึ่งจะสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ในระยะยาว โดยมีแผนจะเปิดใช้งานภายในปี 2564 และมีโอกาสสร้างเพิ่มเติมเพื่อรองรับการมาของ Digital Economy
ส่วนธุรกิจน้ำมันของ OR จะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องจากการขยายเครือข่ายปั๊มน้ำมันในประเทศ และอุปสงค์น้ำมันที่ยังไม่ถึงจุดสูงสุด โดย OPEC คาดการณ์ว่าอุปสงค์น้ำมันโลกจะเติบโตจนถึงปี 2583 ทั้งนี้ประเทศไทยเป็นประเทศในกลุ่ม Non-OECD จะยังคงมีอุปสงค์น้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงส่งผลให้ตลาดน้ำมันในประเทศจะยังคงเติบโตได้ต่อไป
OR รับมือ EV ได้
แม้การใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าจะเริ่มมีสัดส่วนมากขึ้นในประเทศไทยแต่อัตราส่วนจะยังคงอยู่ในระดับต่ำในระยะสั้น-กลาง เนื่องจากการใช้รถยนต์ไฟฟ้าจำเป็นต้องมีเครือข่ายสำหรับการชาร์จขนาดใหญ่ ซึ่งประเทศไทยยังไม่มีความพร้อมสำหรับเครือข่ายดังกล่าว ประกอบกับความไม่สะดวกในการใช้งานเมื่อต้องเดินทางในระยะไกลจากการที่ระยะทางเฉลี่ยต่อการชาร์จ 1 ครั้งของรถยนต์ไฟฟ้าอยู่ที่ 400 กม. และใช้เวลาขั้นต่ำในการชาร์จ 20 นาที เมื่อเทียบกับระยะเวลาที่ใช้ในการเติมน้ำมัน 1 ครั้งน้อยกว่า 5 นาท
บริษัทได้มีการร่วมมือกับ GPSC ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ PTT ติดตั้ง EV Charger ในสถานีบริการน้ำมันของ OR โดยมีแล้ว 25 แห่ง ณ สิ้นปี 2563 ซึ่งเรามองว่าเป็นการลดผลกระทบจากการเติบโตของตลาด EV ในไทย เนื่องจากการติดตั้ง Charger จะส่งผลให้บริษัทสามารถคงปริมาณผู้เข้ามาใช้บริการปั๊มน้ำมันไว้ได้ในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้ที่จะมีการซื้อสินค้าและบริการภายในบริเวณปั๊มน้ำมันมากขึ้นจากการที่ระยะเวลาที่ใช้ในการชาร์จ EV นานกว่าระยะเวลาที่ใช้ในการเติมน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ
วิเคราะห์ผลงานปี 64
คาดผลประกอบการปี 2564 จะรายงานกำไรสุทธิที่ 11,948 ล้านบาท เติบโต 30% จากฐานที่ต่ำในปี 2563 ซึ่งได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 2/63 ที่มีการประกาศใช้มาตรการ Lockdown ทำให้อุปสงค์น้ำมันและการบริโภคลดลงอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตามอุปสงค์น้ำมันและการบริโภคเริ่มฟื้นตัวในครึ่งหลังปี 63 หลังมีการคลายมาตรการ Lockdown จึงสามารถเห็นได้ว่าปริมาณขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมปรับระดับขึ้นมา ณ สิ้นปี 2563 และใกล้เคียงช่วงก่อนโควิด-19 แล้ว โดยในปี 2564 คาดบริษัทจะสามารถกลับมาดำเนินการได้ในระดับใกล้เคียงปกติ แม้อุปสงค์น้ำมันอากาศยานจะยังคงไม่ฟื้นตัว
ในส่วนของธุรกิจ Non-Oil เราคาดว่ารายได้จะเพิ่มขึ้น 8% จากปีก่อน เนื่องจากการขยายสาขาของแบรนด์ต่างๆ นอกจากนี้การขยายเครือข่ายของ OR จะส่งผลให้บริษัทสามารถบรรลุการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) ได้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเติบโตของบริษัท เนื่องจากธุรกิจหลักของบริษัทเป็นธุรกิจที่มีอัตรากำไรขั้นต้นค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับธุรกิจ Non-Oil และในปี 2565 คาดบริษัทจะยังคงเติบโตต่อเนื่อง คาดมีกำไรสุทธิที่ 13,445 ล้านบาท เติบโต 13%จากปี 2564 จากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวระหว่างประเทศอย่างเต็มที่ รวมถึงการขยายเครือข่ายของบริษัททั้งในและต่างประเทศ
ระยะยาวยังมี Upside จากการขยายธุรกิจ
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุอีกว่า ประเมินมูลค่า OR ด้วย PER2564 ที่ 27.6 เท่าซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของกลุ่มค้าปลีกน้ำมันและบริการอื่นๆ โดยมี Premium จากการเป็นผู้ครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ให้ตลาดค้าปลีกน้ำมัน และมีแบรนด์ Non-Oil ที่แข็งแกร่ง เมื่อเทียบกับ PTG ซึ่งซื้อ-ขายอยู่บน PER2564 ที่16.3เท่าและใกล้เคียงกับกลุ่มค้าปลีกซึ่งมี PER เฉลี่ย 30.0 เท่า ได้ราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2564 ที่ 27.50 บาท เริ่มต้นคำแนะนำ “Trading”
อย่างไรก็ตามแม้ราคาหุ้นจะ Fully Valued แล้วในระยะสั้น แต่ในระยะยาวยังมี Upside จากการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศซึ่งจะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับ แบรนด์ของบริษัทซึ่งยังไม่ได้รวมไว้ในประมาณการ โดยบริษัทยังมี PER2564 ต่ำกว่าบริษัทที่ครอบครอง Regional และ Global Brand อย่าง CRC และ Starbucks

