“เถ้าแก่น้อย” เปิด 3 กลยุทธ์ปั้นยอดขาย พร้อมปูทางสู่การเป็น Innovation Foods
กลับมาสร้างการเติบโตได้อย่างน่าประทับใจ สำหรับ บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TKN ผู้ผลิตและจำหน่ายสาหร่ายทะเลแปรรูปภายใต้แบรนด์ "เถ้าแก่น้อย" หลังโชว์ผลประกอบการไตรมาส 1/66 ที่ขยายตัวโดดเด่น รับความต้องการบริโภคสาหร่ายในไทยและต่างประเทศที่ฟื้นตัว
โดยไตรมาส 1/66 บริษัทมีรายได้จากการขายรวม 1,243.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้จากการขายรวมทั้งสิ้น 968.2 ล้านบาท นับเป็นผลงานการเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (New High) ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา
ขณะเดียวกันบริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 166 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 164.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 62.8 ล้านบาท และสามารถทำอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) อยู่ในระดับ 13.3% ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย (Product Mix) ทำให้สามารถจัดจำหน่ายในไทยและต่างประเทศได้มากขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทยังมุ่งเน้นการลดต้นทุน ควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ ตามกลยุทธ์ GO Firm ทำให้สามารถปรับองค์กรให้กระชับ คล่องตัว และรวดเร็วขึ้น (Lean) เพื่อขับเคลื่อนแผนงานให้มีประสิทธิภาพ และรองรับโอกาสการขยายธุรกิจใหม่ๆ ได้เป็นอย่างดี
สำหรับภาพรวมในช่วงที่เหลือของปี 2566 นายอิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TKN กล่าวว่า บริษัทยังมีความมั่นใจว่ายอดขายในปีนี้จะเติบโต 15% ได้ตามเป้าหมาย ผ่าน 3 แนวทางในการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ 1. เพิ่มการเติบโตของธุรกิจหลักสาหร่ายในทุกช่องทางทั้งในและต่างประเทศ โดยเร่งเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดสาหร่ายในประเทศ และเพิ่มการกระจายสินค้าในช่องทางร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม (Traditional Trade) ผ่านตัวแทนจำหน่ายท้องถิ่นกว่า 14 รายทั่วประเทศ
ขณะที่ตลาดต่างประเทศ บริษัทจะเร่งเพิ่มอัตราการเติบโตในตลาดจีน สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เป็นต้น รวมถึงมุ่งเน้นการเพิ่มสินค้าใหม่และทำกิจกรรมทางการตลาดผ่านออนไลน์และออฟไลน์เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภค
ทั้งนี้ตลาดสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดขนมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยบริษัทตั้งเป้าหมายภายใน 5 ปีข้างหน้า ยอดขายจากตลาดสหรัฐอเมริกาจะแตะระดับ 1,000 ล้านบาท จากปัจจุบันที่มียอดขายเข้ามาราว 300 ล้านบาท
2.เพิ่มความสามารถในการทำกำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นโดยมุ่งเน้นการทำProductivity เพื่อลดต้นทุน ทำกำไรในทุกช่องทางการขาย และออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีกำไรขั้นต้นที่ดี เพื่อเพิ่มอัตราการทำกำไรขั้นต้นโดยรวมให้ดียิ่งขึ้น
และ 3. สร้างการเติบโตของธุรกิจเถ้าแก่น้อย เรสเตอรองท์ แอนด์ แฟรนไชส์ โดยกลับมาเปิดร้านเถ้าแก่น้อยแลนด์ จำนวน 2 สาขา รองรับการกลับมาของจำนวนนักท่องเที่ยว และขยายธุรกิจร้านอาหารประเภท Quick Service Restaurant (QSR) ทั้งในส่วนของบริษัทและแฟรนไชส์เพิ่มเติม
นอกจากนี้บริษัทยังอยู่ระหว่างการพิจารณาแผนธุรกิจสำหรับ 5 ปีข้างหน้า เพื่อเดินหน้าสู่การเป็นบริษัทอาหารแห่งนวัตกรรม หรือ Innovation Foods โดยให้ความสำคัญกับการเติบโตจากธุรกิจเดิม ควบคู่ไปกับการเติบโตผ่านการควบรวมและเข้าซื้อกิจการ (M&A) ซึ่งบริษัทตั้งเป้าหมายจะมีรายได้กว่า 6,000 ล้านบาท ภายในปี 2568

