Official Update :

จับตาสองหุ้นผู้ผลิตยาง NER-STA รับผลบวกแค่ไหน เมื่อราคายางสูง

โดยสมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ (ARPC) คาดการณ์ว่าปี 2564 ความต้องการใช้ยางธรรมชาติของโลกจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 8-10% เทียบกับปีก่อนที่ปรับตัวลดลง 15% และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) วางเป้าหมายการผลิตรถยนต์ของไทยปีนี้ที่ 1.5 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 5.12% จาก 1.42 ล้านคันในปีก่อน แสดงให้เห็นถึงความต้องการใช้ยางรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น



NER รับประโยชน์จากแนวโน้มราคายางมากกว่า STA

นักวิเคราะห์จากบล.เคทีบีเอสที ระบุว่า NER และ STA ได้รับผลบวกโดยตรงจากประเด็นดังกล่าว เนื่องจากแนวโน้มขาขึ้นของราคายางธรรมชาติและสามารถทรงตัวได้ในระดับสูง จะส่งผลดีต่อรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นของทั้งสองบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันราคายางแท่ง STR อิงตลาด SICOM ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 177 USD Cents/kg เพิ่มขึ้น 18% YTD ฝ่ายวิจัยมองว่า NER จะได้รับประโยชน์จากแนวโน้มราคายางมากกว่า STA เนื่องจาก NER มีธุรกิจหลักเพียงธุรกิจเดียวคือการขายยางธรรมชาติ ทำให้ประเมินว่าอัตรากำไรขั้นต้นในปี 2564 ของ NER จะปรับตัวดีขึ้นเป็น 11.0% จาก 10.8% ในปีก่อนหน้า ประกอบกับปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำไรสุทธิจะอยู่ที่ 1,433 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67% YoY


ขณะที่ STA มีธุรกิจขายยางธรรมชาติและถุงมือยาง ซึ่งการเพิ่มขึ้นของราคายางจะกระทบต่อต้นทุนการผลิตถุงมือยาง รวมถึงปี 2565 แนวโน้มราคาถุงมือยางอยู่ในช่วงขาลง อย่างไรก็ตาม STA มี upside จากธุรกิจกัญชงมากกว่า NER โดย STA เนื่องจากมีพื้นที่เพาะปลูก และเป็นธุรกิจที่มีผลตอบแทนสูงที่รัฐบาลให้การส่งเสริมมาก โดยสามารถนำไปใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น อาหาร, ยา, เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์ความงาม ปัจจุบัน STA อยู่ระหว่างยื่นขอในอนุญาตปลูกกัญชง โดยบริษัทตั้งเป้าจะเป็นผู้ปลูกกัญชงรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และจะเริ่มต้นปลูกกัญชงเฟสแรก 100-200 ไร่ ในปี 2564 และมีแผนจะขยายเป็น 2,000 ไร่ ในช่วง 3-5 ปี ข้างหน้า คงคำแนะนำ “ซื้อ” NER ที่ราคาเป้าหมาย 7.00 บาท และ STA ที่ราคาเป้าหมาย 65.00 บาท



ศุภมาศ ศรีขำ

นักข่าวสายการเงินและตลาดทุน ที่คลุกคลีกับวงการข่าวมาตั้งแต่เด็ก ชื่นชอบการออกไปหาประสบการณ์และการเรียนรู้ใหม่ๆ อยากถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับการเงิน และตลาดทุนให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้