Official Update :

ออมหุ้นกลุ่ม “ช.การช่าง” CKP กำไรแรงสุด ส่วน TTW ปันผลยังเด่น

กลุ่ม ช.การช่าง เป็นอีกหนึ่งกลุ่มธุรกิจด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานขนาดใหญ่ของไทย โดยมีบริษัทแม่ คือ CK และเข้าถือหุ้นในบริษัทที่ทำธุรกิจแตกต่างกัน ได้แก่ ธุรกิจโรงไฟฟ้าจาก CKP ธุรกิจระบบขนส่งมวลชนและทางพิเศษจาก BEM และธุรกิจจำหน่ายน้ำประปาจาก TTW ซึ่งดูจากภาพรวมแล้วนับเป็นกลุ่มธุรกิจที่น่าสนใจ และหุ้นหลายตัวมักอยู่ในจอเรดาห์ของนักลงทุน ดังนั้น Wealthy Thai จึงทดลองนำหุ้นกลุ่ม ช.การช่างทั้ง 4 ตัว มาทำ DCA ให้ดูว่าผลลัพท์จะเป็นอย่างไร






มาเริ่มที่ CK หรือ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หนึ่งในบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ของไทย หากเรา DCA หุ้นตัวนี้ ปัจจุบันจะมีหุ้นทั้งหมด 13,222.00 หุ้น มูลค่าพอร์ต 227,418.40 บาท ขาดทุน 81,944.20 บาท หรือติดลบ 26.49% และได้รับเงินปันผล 10,575.95 บาท บล.คันทรี่กรุ๊ป ระบุว่า CK มีฐานแบ็กล็อกที่เหลือค่อนข้างน้อย ขณะที่แนวโน้มงานใหม่อย่างเร็วคาดว่าจะเข้ามาในช่วงปลายปี ฝ่ายวิจัยจึงมีการปรับกำไรสุทธิปี 2564 ลงจากเดิม 35% มาอยู่ที่ 866 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42% จากปีก่อน เพื่อสะท้อนถึงรายได้ที่ประเมินใหม่ได้ที่ 15,264 ลบ. (เดิมคาดไว้ที่ 17,653 ลบ.) และปรับกำไรขั้นต้นเหลือ 8% จากเดิมคาดไว้ที่ 8.5% หลังจากแนวโน้มในช่วงไตรมาส 4/63 กำไรขั้นต้นหลุดจากระดับ 8% เป็นไตรมาสที่ 2 ติดต่อกัน อย่างไรก็ตามงานใหม่ที่คาดว่าอย่างน้อยจะได้รับ คือ งานเขื่อนหลวงพระบาง เพราะเป็นโครงการของกลุ่ม CK เอง จึงคาดว่าผลประกอบการปี 2565 จะกลับมาเติบโตได้โดยคาดรายได้ที่ 18,771 ลบ. เพิ่มขึ้น 23% และกำไรสุทธิที่ 1,314 ลบ. เพิ่มขึ้น 52%


สำหรับคำแนะนำการลงทุน แม้ระยะสั้นผลประกอบการอาจจะยังไม่ดีนัก แต่ระยะยาวด้วยโอกาสที่จะได้รับงานใหม่จากการประมูลโครงการภาครัฐฯ ที่จะทยอยออกมา รวมถึงการถือหุ้นใน CKP และ BEM ที่ทำให้มีส่วนแบ่งกำไรเข้ามาอย่างสม่ำเสมอช่วยลดผลกระทบจากงานที่ยังไม่เข้ามาได้ ดังนั้นฝ่ายวิจัยจึงยังคงแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” เช่นเดิมโดยประเมินมูลค่าเหมาะสมได้ใหม่ที่ 23.3 บาท และปรับไปใช้ราคาปี 2565 เพื่อสะท้อนถึงผลดีจากงานใหม่ที่คาดว่าจะเข้ามาในปี 2564 ทั้งนี้ CK ประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับปีนี้จำนวน 0.20 บาทต่อหุ้น XD 10 พ.ค. และจ่ายวันที่ 25 พ.ค. 2564


CKP หรือ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัทลูกที่ CK ถือหุ้นในสัดส่วน 31.90% ทำธุรกิจถือหุ้นในบริษัทที่ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า โดยมี บริษัท ไฟฟ้าน้ำงึม 2 จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังน้ำเป็นบริษัทแกน ไทย หากเรา DCA หุ้นตัวนี้ ปัจจุบันจะมีหุ้นทั้งหมด 80,069.00 หุ้น มูลค่าพอร์ต 393,939.48 บาท ได้กำไร 84,036.08 บาท หรือเพิ่มขึ้น 27.12% และได้รับเงินปันผล 6,184.30 บาท โดยบล.เอเซีย พลัส ระบุว่า  คาดกำโรไตรมาส 1/64 ของ CKP ฟื้นตัว รับผลบวกจากการตุนน้ำเมื่อปลายปี 2563 ฝ่ายวิจัยคาดแนวโน้มกำไรไตรมาส 1/64 จะพลิกกลับมาเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 4/63 หลักๆ มาจากโรงไฟฟ้าน้ำงึม 2 ประกาศค่าความพร้อมจ่ายเพิ่มขึ้นเป็น 419 GWh จาก 102 GWh ในงวดก่อนหน้า เนื่องจากมีปริมาณน้ำตุนไว้เกือบเต็มอ่างจากสิ้นปี 2563 เพราะแจ้งเป็นปีแล้งไป ทำให้ช่วงครึ่งแรกของปี 2564 น่าจะผลิตไฟฟ้าได้ในปริมาณเฉลี่ยปกติ ถึงแม้ไซยะบุรีจะผลิตไฟได้ลดลงเพราะเป็นเขื่อน run of river ขึ้นกับปริมาณน้ำไหลผ่าน ต้องรอประเมินสถานการณ์ช่วงฤดูฝนกลางปีอีกครั้ง ซึ่งผู้บริหารเชื่อว่าปี 2564 ฝนน่าจะตกตามฤดูปกติ ทำให้เบื้องต้นยังคงประมาณการกำไรปี 2564 จะเติบโต 152.8% จากปีก่อน ด้านราคาหุ้นปรับฐานจนมี valuation ที่น่าสนใจ มองเป็นโอกาสทยอยสะสมลงทุน เพิ่มคำแนะนำเป็น "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 6.15 บาท


BEM หรือ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) อีกหนึ่งบริษัทลูกที่ CK ถือหุ้นในสัดส่วน 31.32% ทำธุรกิจก่อสร้างและบริหารทางพิเศษและบริหารจัดการโครงการระบบขนส่งมวลชนด้วยรถไฟฟ้า รวมถึงธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง หากเรา DCA หุ้นตัวนี้ ปัจจุบันจะมีหุ้นทั้งหมด 37,891.00 หุ้น มูลค่าพอร์ต 323,968.05 บาท ได้กำไร 14,231.20 บาท หรือเพิ่มขึ้น 4.59% และได้รับเงินปันผล 11,601.65 บาท โดยบล.เอเชีย เวลท์ ระบุว่า คาดหวังจะเห็นสถิติสำคัญของ BEM ทั้งปริมาณรถที่ใช้ทางด่วนและจำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้าในเดือน ก.พ. 64 ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือน ม.ค. 64 ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 รอบใหม่ และคาดว่าจะเริ่มทยอยกลับสู่ระดับปกติในเดือน มี.ค. การกลับมาฟื้นตัวที่รวดเร็วของสถิติสeคัญทำให้ผลกระทบต่อประมาณการณ์ผลประกอบการของฝ่ายวิจัยเพียงเล็กน้อย อีกทั้งในปี 2564 แม้จะมีการกลับมาแพร่ระบาด ของ Covid-19 รอบใหม่ แต่ผลกระทบไม่รุนแรงเท่ากับ 6 เดือนปีก่อนที่มีการใช้มาตรการล็อกดาวน์เข้มงวด รวมไปถึงการ WFH ทำให้ฝ่ายวิจัยยังคงสมมติฐานปริมาณรถที่ใช้ทางด่วนและจำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้าในปี 2564 ไว้เท่าเดิม รวมทั้งประมาณการณ์กำไรสุทธิปี 2564 ที่คาดไว้ 3.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 71.9% จากปีก่อน ยังมีความเป็นไปได้ แนะนำ “ซื้อ” คงราคาเป้าหมาย 12.50 บาท


และสุดท้าย TTW หรือ บริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด (มหาชน) บริษัทที่ CK ถือหุ้นในสัดส่วน 19.40% ทำธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำประปาให้กับการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) หากเรา DCA หุ้นตัวนี้ ปัจจุบันจะมีหุ้นทั้งหมด 25,847.00 หุ้น มูลค่าพอร์ต 304,994.60 บาท ขาดทุน 4,634.40 บาท หรือติดลบ 1.50% และได้รับเงินปันผล 45,354.60 บาท โดยบล.เอเซีย พลัส ระบุว่า TTW อัพเดตเกี่ยวกับสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ส่งผลให้ให้ปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลักที่ใช้ผลิตน้ำประปาปรับตัวลดลง แต่ผู้บริหารเชื่อว่าปริมาณสำรองน้ำจะมีเพียงพอ และไม่ส่งผลกระทบต่อการผลิตในปี 2564 นอกจากนี้จากปัญหาน้ำเค็มที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทางผู้บริหารได้ให้การรับรองคุณภาพน้ำว่ายังคงมีมาตรฐานตามเกณฑ์ที่ WTO กำหนด


ส่วนทิศทางกำไรไตรมาส 1/64 คาดจะเห็นการปรับตัวลดลงจากไตรมาส 4/63 เนื่องจากรายได้ของธุรกิจขายน้ำประปาคาดจะปรับลดลงจากการประกาศลดราคาขายน้ำประปาในปี 2564 รวมถึงปริมาณขายน้ำประปาให้ลูกค้าอุตสาหกรรมจะได้รับผลกระทบจาก Covid-19 อยู่ แต่คาดว่าส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม CKP จะมีผลประกอบการดีขึ้นจากการบริหารจัดการน้ำของโครงการ NN2 เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงครึ่งแรกปี 2564 ประกอบกับค่าใช้จ่าย SG&A คาดจะปรับตัวลงมาสู่ภาวะปกติ นอกจากนี้ TTW ยังโดดเด่นด้านการจ่ายปันผลที่สม่ำเสมอครั้งละ 0.3 บาทต่อหุ้น (จ่าย 2 ครั้งต่อปี) โดยราคาหุ้นปรับฐานไปแล้วระดับหนึ่งจนเห็น upside สูงถึง 27% ประกอบกับ Div. Yield ปี 2564 คาดอยู่ที่ราว 5.0% จึงแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 15.10 บาท

ศุภมาศ ศรีขำ

นักข่าวสายการเงินและตลาดทุน ที่คลุกคลีกับวงการข่าวมาตั้งแต่เด็ก ชื่นชอบการออกไปหาประสบการณ์และการเรียนรู้ใหม่ๆ อยากถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับการเงิน และตลาดทุนให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้