TRUE ดิ่ง 30% ตั้งแต่ควบรวม นักวิเคราะห์ผสานเสียง เชียร์ “ซื้อ” ชี้เป็นโอกาสสะสมสำหรับระยะยาว
สำหรับบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE แม้ว่าจะทำดีลใหญ่อย่างการควบรวมกับ DTAC ในช่วงที่ผ่านมา จนทำให้กลับมาเป็นจุดที่น่าสนใจของนักลงทุนหลายๆอีกครั้ง ด้วยความคาดหวังถึงพัฒนาการของบริษัทและผลการดำเนินงานในอนาคต
แต่เมื่อไม่ก็วันมานี้ ก็มีกระแสข่าวเชิงลบที่ส่งผลต่อราคาหลักทรัพย์ DIF และ TRUE ให้ปรับตัวลดลง ไม่ว่าเป็นจะโอกาสที่ DTAC จะยกเลิกสัญญาเช่าเสากับ DIF, ภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น, กองทุนต้องทยอยคืนหนี้สินกดดันการจ่ายปันผล, TRUE อาจยกเลิกการใช้ DIF ไปใช้เสา DTAC แทน และ TRUE อาจมีการเพิ่มทุน
ทั้งนี้ จากการสำรวจข้อมูลของทาง Wealthy Thai พบว่าความเคลื่อนไหวราคาหุ้น TRUE ตั้งแต่ควบรวมกับ DTAC ได้ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง (ตั้งแต่ 3 มีนาคม 2566 – 22 มิถุนายน 2566) ลดลง 30.23% หรือลงมาอยู่ที่ระดับราคา 6 บาท ซึ่งการปรับลงในระดับดังกล่าวจะเป็นจุดที่น่าสนใจหรือ เราจะพาไปหาคำตอบกัน
โดยบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 8.40 บาท ซึ่งมองว่าราคาหุ้นที่ปรับลดลงแรงเกินไปและไม่มีเหตุผลทางพื้นฐานที่กดดันหุ้นโดยตรง จึงเป็นโอกาสในการทยอยสะสมสำหรับนักลงทุนระยะยาว
สำหรับประเด็นความกังวลส่วนใหญ่ไม่ใช่ประเด็นใหม่และมีผลจำกัดต่อ DIF เช่น การหมดสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามอายุกองทุน, โอกาสที่ DTAC อาจยกเลิกการเช่า ซึ่งกระทบรายได้เพียง 3% และปันผลราว 0.03 บาทต่อปี, การปรับโครงสร้างหนี้สิน เนื่องจากมีการรีไฟแนนซ์หนี้สิน 1.2 หมื่นล้านบาทตั้งแต่เดือน พ.ย. 65 ดังนั้นผลกระทบเกิดขึ้นไปแล้วในงวดไตรมาส 1/66 ดอกเบี้ยจ่าย อาจเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยในไตรมาส 2/66 แต่ไม่ได้มีนัยยะมากนัก และหนี้สินส่วนอื่นยังมีกำหนดเวลาคืนหนี้อีกหลายปี มีโอกาสรีไฟแนนซ์ได้อีกครั้ง
ส่วนประเด็นกดดันเพิ่มเติมที่มีนัยสำคัญ เช่น TRUE อาจมีการเพิ่มทุนหรือไม่และอาจยกเลิกการใช้เสา DIF ทางบริษัททั้ง TRUE และ DIF ยืนยันไม่มีนโยบายดังกล่าว รวมถึงการจะขายเงินลงทุนใน DIF ก็ยังไม่มีนโยบายระยะสั้นเพิ่มเติม ดังนั้นแรงขายทั้ง TRUE และ DIF มองเป็นประเด็นการปรับพอร์ตของนักลงทุนบางกลุ่ม
ด้านบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ให้คำแนะนำ “ซื้อ” แต่ปรับลดราคาเป้าหมายลงเหลือ 9 บาท เพื่อสะท้อนถึงการปรับลดประมาณการกำไรลงเพราะต้องใช้เวลานานขึ้นกว่าจะได้อานิสงส์จากการลดต้นทุน แต่ด้วยภาวะการแข่งขันดีขึ้นทั้งในธุรกิจมือถือและFBB รวมถึงมูลค่าของ synergy ซึ่งจะเกิดจากการควบรวม จึงเป็นจุดที่น่าซื้อ
ทั้งนี้ ได้ปรับลดประมาณการปีนี้เป็นขาดทุนสุทธิ 650 ล้านบาท จากเดิมที่คาดว่าจะมีกำไร 6.7 พันล้านบาท ด้วยความล่าช้าในการลดต้นทุนที่เกิดจากการควบรวม นอกจากนี้ ยังปรับลดประมาณการกำไรในปี 2567 ลงอีก 70% เหลือ 2.1 พันล้านบาท ซึ่งเมื่ออิงตามประมาณการใหม่ คาดว่าผลประกอบการของ TRUE จะพลิกฟื้นในปี 2567 แทนที่จะเป็นปี 2566
