เปิดรายชื่อ 5 หุ้นต่างชาติเข้าเก็บ พบ TRUE ดึงเม็ดเงินไปกว่า 1.43 แสนลบ.
ความเคลื่อนไหวของ ฟันด์โฟลว์ หรือ กระแสเม็ดเงินลงทุนของต่างชาติ ได้เทขายหุ้นไทยออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่จากการสำรวจข้อมูลจากทาง Wealthy Thai พบว่า นับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 26 มิ.ย.66) ทิศทางของฟันด์โฟลว์นั้นมีสถานะเป็นขายสุทธิ 1.08 แสนล้านบาท
แต่ในขณะเดียวกันหากสำรวจข้อมูลเป็นหุ้นรายตัว จะพบว่าต่างชาติก็มีการทยอยเก็บหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันด้วยเช่นกัน ซึ่งทางเราก็จะหยิบยกข้อมูลดังกล่าวมานำเสนอให้แก่ผู้อ่านกันว่า 5 หุ้นอันดับแรกที่ต่างชาติเข้าเก็บนั้นจะมีใครบ้าง พร้อมกับคำแนะนำและกลยุทธ์การลงทุน
TRUE ต่างชาติเข้าเก็บกว่า 1.43 แสนล้านบาท
โดยเริ่มกันที่ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE มีเม็ดเงินจากต่างชาติเข้ามาเก็บสะสมนับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันมูลค่ารวมกว่า 1.43 แสนล้านบาท ทางด้านบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้คำแนะนำ “ซื้อ” กำหนดราคาเป้าหมายที่ 8.40 บาท
ด้วยราคาหุ้นในปัจจุบันต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงที่ตลาดมีผู้เล่น 3 ราย และรับความเสี่ยงกฎเกณฑ์ไปมากแล้ว ซึ่งหากการควบคุมเกิดช้าหรือไม่เข้มข้นหุ้นจะทยอยฟื้นตัวตาม Synergy ที่เร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังปี 66 โดยในเชิงกลยุทธ์ให้อาศัยช่วงที่งบไตรมาส 2/66 ไม่เด่นเป็นโอกาสในการทยอยสะสม
ทั้งนี้ คาดผลประกอบการไตรมาส 2/66 จะขาดทุนที่ 422 ล้านบาท หรือมีลุ้นที่จะมีกำไรปกติ หากไม่มีค่าใช้จ่ายพิเศษกดดัน พร้อมกับคาดการ Synergy จะเริ่มเห็นการลดต้นทุนอย่างเป็นรูปธรรมในครึ่งปีหลังปี 66 เช่นการลดจำนวนพนักงานการแก้ไขสัญญาการบำรุงโครงข่ายการซื้อมือถือร่วมกันเพื่อเพิ่มอัตราการทำกำไรและการลดค่าใช้จ่ายการตลาดที่ซ้ำซ้อน
BBL ต่างชาติซื้อสะสม 8.97 พันล้านบาท
ถัดมาที่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL ที่นักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อสะสมเป็นอันดับ 2 ซึ่งนับจากต้นถึงปัจจุบันนั้น มีมูลค่ารวมกว่า 8.97 พันล้านบาท ทางฝั่งบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้คำแนะนำ “ซื้อ” กำหนดราคาเป้าหมายที่ 191 บาท
โดยความน่าสนใจของ BBL โครงสร้างสินเชื่อส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อรายใหญ่ ซึ่งถึงแม้ว่าจะให้ผลตอบแทนต่ำกว่าสินเชื่อประเภทอื่น แต่ส่วนใหญ่จะเป็นสินเชื่อที่คิดอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว ซึ่งจะปรับผลตอบแทนขึ้นทันทีที่มีการปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขึ้นและทำให้ BBL จะเป็นธนาคารที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้นมากที่สุด
KBANK โฟลว์ไหลเข้าซื้อสุทธิ 7.78 พันล้านบาท
ถัดมาเป็น ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK จากต้นปีถึงปัจจุบันมีกระแสเงินฟันด์โฟลว์ต่างชาติไหลเข้ามาซื้อสุทธิมูลค่ากว่า 7.78 พันล้านบาท ซึ่งทางด้านมุมมองการลงทุนบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้คำแนะนำ “ซื้อ” กำหนดราคาเป้าหมายที่ 165 บาท
โดยคาดกำไรไตรมาส 2/66 จะเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า แม้ว่าสินเชื่ออาจจะหดตัวลง แต่การปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยังทำให้รายได้ดอกเบี้ยและกำไรเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ NPL อาจจะกลับมาเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่สามารถลดระดับ NPL ลงมาได้เหลือ 3%
BDMS ดึงเม็ดเงินต่างชาติซื้อสุทธิกว่า 4.15 พันล้านบาท
สำหรับ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) หรือ BDMS มีเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้อสุทธินับจากต้นปีถึงปัจจุบันมูลค่ากว่า 4.15 พันล้านบาท ฟากมุมมองการลงทุนจากบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ให้คำแนะนำ “ซื้อ” กำหนดราคาเป้าหมายที่ 34 บาท
โดยความน่าสนใจของ BDMS นั้น ถือเป็นหุ้นเด่นในกลุ่มการแพทย์และเป็นตัวเลือกลงทุนที่ปลอดภัย ในภาวะตลาดที่นักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง ด้วยรายได้ที่เติบโตต่อเนื่อง จากปัจจัยสนับสนุนการบริการที่ไม่เกี่ยวกับ COVID-19 ที่เติบโตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบริการผู้ป่วยต่างชาติ ซึ่งมีรายได้เติบโตแข็งแกร่งกว่าบริการผู้ป่วยคนไทย
SCB มีโฟลว์ซื้อสุทธิแล้วกว่า 4.07 พันล้านบาท
สุดท้าย บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB ที่เม็ดฟันด์โฟลว์ไหลเข้ามานับจากต้นปีถึงปัจจุบันเป็นซื้อสุทธิ 4.07 พันล้านบาท โดยมุมมองการลงทุนจากบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ให้คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 132 บาท
ด้วยพื้นฐานของธุรกิจที่แนวโน้มกําไรไตรมาส 2/66 ถึง 3/66 ยังคงเติบโตทั้งไตรมาสก่อนหน้าและช่วงเดียวกันปีก่อน รับอานิสงค์ดอกเบี้ยขาขึ้น ประกอบกับในเชิงราคาหุ้นยังปรับตัวขึ้นช้ากว่าธนาคารใหญ่อื่น ส่วนด้านมูลค่าหุ้น(VALUATION) คาดการณ์อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลราว 6% ต่อปี (จ่ายปีละ 2 ครั้ง) ถือว่าสูงสุดในกลุ่มธนาคารใหญ่

