จับตา! PHG เข้าเทรดพรุ่งนี้! โรจนะฯ - ทิพยประกันภัย - บลจ.ดาโอ พร้อมใจซื้อ “บิ๊กล็อต” วันแรก ที่ราคา IPO
จากกรณีที่ผู้กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมบางรายจะขายหุ้น บริษัท แพทย์รังสิตเฮลท์แคร์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ PHG จำนวน 29,205,000 หุ้น ผ่านกระดาน Big Lot ในราคา IPO ที่ 21 บาทต่อหุ้น ให้กับนักลงทุน จำนวน 5 ราย ได้แก่ 1.บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) หรือ ROJNA จำนวน 15,000,000 หุ้น
2.นางสาวสุดา อัศวโภคิน จำนวน 11,640,000 หุ้น 3.นายสมยศ สกุลอิสริยาภรณ์ จำนวน 1,420,000 หุ้น 4.บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) จำนวน 1,000,000 หุ้น และ 5.บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ดาโอ จำกัด จำนวน 145,000 หุ้นนั้น
นายรณชิต แย้มสอาด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PHG เปิดเผยว่า บริษัทมีการขายหุ้น IPO เพียง 54 ล้านหุ้นเท่านั้น ซึ่งถือว่าไม่เพียงพอต่อความต้องการ อีกทั้งนักลงทุนรายใหม่ดังกล่าว มีความสนใจบริษัทมานานมากแล้ว จึงมีความประสงค์เข้ามาลงทุนระยะยาวกับบริษัท
ทั้งนี้การเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในวันที่ 6 กรกฎาคม 2566 บริษัทมีความพร้อมในทุกด้าน ซึ่งจากกระบวนการต่าง ๆ ที่ผ่านมาบริษัทฯได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็น การนำเสนอข้อมูลกับนักลงทุน หรือโรดโชว์ รวมถึงในขั้นตอนของการจองซื้อหุ้น IPO ที่นักลงทุนให้ความสนใจจองซื้อหุ้น IPO ครบทั้งจำนวน 54 ล้านหุ้น
โดยเป็นการสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อพื้นฐานธุรกิจที่มีความแข็งแกร่ง และโอกาสในการเติบโตในอนาคต โดยบริษัทฯ ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะยังคงได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่องในการเข้าทำการซื้อขายวันแรก
“เรามีความเชื่อมั่นในพื้นฐานของธุรกิจ และโอกาสที่เปิดกว้างในการเติบโตในอนาคต ซึ่งที่ผ่านมาเราได้ทำงานร่วมกับทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็น ที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดการการจัดจำหน่าย และรับประกันการจำหน่าย และผู้ร่วมจัดจำหน่าย เพื่อที่จะนำเสนอข้อมูล และพื้นฐานธุรกิจให้กับนักลงทุน ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีมาโดยตลอด ทำให้เรามีความเชื่อมั่นว่า PHG จะเป็น IPO น้องใหม่ที่จะได้รับการต้อนรับ และการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง” นายรณชิตกล่าว
นางสาวเดือนพรรณ ลีลาวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพโอเนีย แอดไวเซอรี่ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน PHG เปิดเผยว่า PHG มีความพร้อมในทุกด้านสำหรับการเข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นวันแรก พร้อมทั้งมีความมั่นใจว่านักลงทุนจะให้การตอบรับที่ดีจากพื้นฐานธุรกิจที่มีความแข็งแกร่ง
รวมทั้งโครงสร้างรายได้ของ PHG มีความแข็งแกร่งมาจากกลุ่มลูกค้าทั่วไปที่ 51.17% ซึ่งประกอบไปด้วยลูกค้าเงินสด ลูกค้าที่ใช้สิทธิประกัน และลูกค้าคู่สัญญาและรายได้จากกลุ่มลูกค้าภายใต้สวัสดิการภาครัฐที่ 48.17% โดยหลักๆ ประกอบไปด้วยลูกค้าในโครงการประกันสังคม ถือว่ามีโครงสร้างรายได้ที่มีความมั่นคง และถ่วงดุลที่ดีจากทั้งสองกลุ่มลูกค้า ซึ่งภายหลังจากการเสนอขาย IPO แล้วนั้น PHG จะสามารถเพิ่มศักยภาพ และสร้างโอกาสในการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต
นายเผดิมภพ สงเคราะห์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ในฐานะเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายร่วม หรือ (Joint Lead Underwriter) เปิดเผยว่า บริษัทมีความมั่นใจสำหรับการเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นวันแรก และเชื่อมั่นว่านักลงทุนจะให้การตอบรับที่ดี จากการกำหนดราคาเสนอขายที่ 21 บาทต่อหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท ซึ่งนักลงทุนได้จองซื้อหุ้นครบทั้งจำนวน 54 ล้านหุ้น สะท้อนปัจจัยพื้นฐานที่มีความแข็งแกร่งของ PHG
โดย PHG เป็นรพ.เอกชนแห่งแรกในจังหวัดปทุมธานี และได้รับความนิยมอันดับต้นๆ มีศูนย์โรคหัวใจ 24 ชั่วโมง และเป็นรพ.เอกชนแห่งเดียวที่เป็นศูนย์รับส่งต่อการทำหัตถการรักษาหลอดเลือดโคโรนารีผ่านสายสวนระดับ 1 ของสปสช. เขต 4 ซึ่งวัตถุประสงค์ในการระดมทุนที่ได้จากการเสนอขายหุ้น IPO ของ PHG จะช่วยเพิ่มศักยภาพการให้บริการรักษาผู้ป่วย OPD และ IPD, ศูนย์ฟอกไต, เพิ่มโควต้าสปส. และขยายศูนย์แพทย์เฉพาะทางในเชิงลึกครอบคลุมการรักษาโรคมะเร็ง, โรคเวชกรรมฟื้นฟู และโรคทางนรีเวช ของ PHG ซึ่งจะสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนในอนาคต
สำหรับ PHG ประกอบธุรกิจหลักคือให้บริการทางการแพทย์ภายใต้ กลุ่มโรงพยาบาลแพทย์รังสิต ซึ่งประกอบไปด้วย โรงพยาบาลจำนวน 3 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลแพทย์รังสิต โรงพยาบาลแพทย์รังสิต 2 และโรงพยาบาลเฉพาะทางแม่และเด็กแพทย์รังสิต มีจำนวนเตียงจดทะเบียนรวมทั้งหมด 270 เตียง PHG มีประสบการณ์ในธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนกว่า 36 ปี
พร้อมทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางกว่า 20 สาขา และให้บริการศูนย์หัวใจ 24 ชั่วโมง ที่มีศักยภาพในการผ่าตัดหัวใจแบบเปิด หรือ Open Heart Surgery ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนแห่งเดียวใน สปสช. เขต 4 ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการที่รับการส่งต่อเฉพาะด้านการทำหัตถการรักษาหลอดเลือดโคโรนารีผ่านสายสวน ระดับ 1
และที่สำคัญกลุ่มโรงพยาบาลแพทย์รังสิตยังมีความเชี่ยวชาญในการรักษาโรคเฉพาะทางแม่และเด็ก โดยโรงพยาบาลมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและต่อยอดศักยภาพทางการแพทย์ด้านโรคเฉพาะทางผู้สูงอายุ และโรคผู้หญิงหรือโรคทางนรีเวชกรรม อย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการของการรักษาแบบตติยภูมิ
ในขณะที่ผลประกอบการสำหรับงวดปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2563 - 2565 และสำหรับงวด 3 เดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2566 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 104.64 ล้านบาท 317.48 ล้านบาท 293.10 ล้านบาท และ 44.55 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิร้อยละ 6.73 ร้อยละ 15.99 ร้อยละ 14.27 และร้อยละ 9.11 ตามลำดับ
