คอสเพลย์ "เซียนฮง" มีเงินหมื่นล้านบาทซื้ออะไรได้บ้าง
จากกระแสร้อนแรงของประเด็น นายสถาพร งามเรืองพงศ์ หรือ “ฮง” ผู้เขียนหนังสือ “รวยหุ้นได้จริง” และเจ้าของฉายาเซียนหุ้นอัจฉริยะ เข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 ของ OR หรือ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ในจำนวน 7,756,490,075.00 คิดเป็นสัดส่วน 2.04% ส่งผลให้มูลค่าหุ้นในพอร์ตของเซียนฮงทะลุ 10,000 ล้านบาทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
สำหรับ OR ถือเป็นผู้นำการค้าปลีกน้ำมันของไทย และยังเป็นเรือธงธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่นๆ (Non-Oil) ของปตท.อีกด้วย ดังนั้นการที่เซียนฮงเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 ใน OR ถือว่าไม่ใช่เรื่องธรรมดาอย่างแน่นอน แต่จะด้วยปัจจัยอะไรนั้นต้องรอเจ้าตัวออกมาเอ่ยปากเอง แต่ที่แน่ๆบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ได้ออกมาแนะนำ “ซื้อ” OR โดยให้ราคาเป้าหมายสูงถึง 40 บาท เมื่อเทียบกับโบรกฯไทยรายอื่นๆที่ให้ราคาเป้าหมายเพียงแค่ 20.70 - 27.60 บาทเท่านั้น
อย่างไรก็ตามจากมูลค่าพอร์ตของเซียนฮงที่เพิ่มสูงถึง 10,661 ล้านบาทดังกล่าวนั้น หากเราลองมาคิดกันเล่นๆว่า ถ้ามีเงินจำนวนดังกล่าว “เซียนฮง” จะสามารถ นำเงินดังกล่าวไปเทคโอเวอร์บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นอะไรได้บ้าง วันนี้เราลองมาหาคำตอบไปพร้อมๆกัน
โดยเงิน 10,661 ล้านบาทดังกล่าว พบว่า สามารถนำไปซื้อบริษัทในกลุ่มปตท.อย่าง GGC ได้สบาย ที่ล่าสุดมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดที่ 10,441.40 ล้านบาท หรือจะซื้อ KISS ทั้งบริษัทยังได้ เพราะมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดที่ 10,320.00 ล้านบาท แต่ถ้าอยากเป็นเจ้าของโรงเรียนนานาชาติก็ไปซื้อ SISB ได้หายห่วง ล่าสุดมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดที่ 10,058.00 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังสามารถเป็นเจ้าของโรงแรมสุดหรู ก็ยังสามารถนำไปซื้อโรงแรม ศรีพันวา ได้ทั้งหมด โดยโรงแรมศรีพันวา อยู่ภายใต้การบริหารของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โรงแรมศรีพันวา หรือ SRIPANWA ที่ล่าสุดมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดที่ 2,204.61 ล้านบาท
แต่หากอยากเป็นเจ้าของร้านขนม ก็เข้าซื้อบริษัทผู้ดำเนินธุรกิจขนมหวานยอดนิยมในขณะนี้อย่าง AU หรือ บริษัท อาฟเตอร์ ยู จำกัด (มหาชน) ได้อีกด้วย เพราะมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดที่ 9,624.36 ล้านบาท หรือร้านอาหารยอดนิยมอย่าง บริษัท เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ZEN ยังสามารถเข้าซื้อได้สบายหายห่วงเช่นกัน เพราะมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดที่ 3,900.00 ล้านบาท
ขณะเดียวกันยังสามารถเลือกช้อปบริษัทช่องทีวี หรือค่ายเพลงได้อย่างสบายไม่ว่าจะเป็น GRAMMY หรือ MONO หรือ WORK เพราะ GRAMMY มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดที่ 8,199.50 ล้านาท ส่วน MONO มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด 7,636.32 ล้านบาท และ WORK มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดที่ 7,153.28 ล้านบาท
แต่ถ้าอยากเป็นเจ้าของโบรกเกอร์ก็ทำได้ เพราะจากเงินจำนวนดังกล่าวก็สามารถซื้อบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MBKET โดยที่เงินในกระเป๋ายังเหลืออีกมาก เพราะมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดที่ 5,508.36 ล้านบาท หรือแม้กระทั่ง ZMICO ที่ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรงในขณะนี้ก็สามารถเข้าซื้อทั้งบริษัทได้อย่างสบาย เพราะมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดที่ 7,507.97 ล้านบาท
ส่วนนักลงทุนท่านไหนอยากเป็นเจ้าของสายการบินแห่งชาติ ก็สามารถนำไปซื้อ THAI ได้ทั้งบริษัท แต่อาจจะแบกภาระหนี้สินที่เกินตัวของ THAI หน่อยนะ โดยมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดที่ 8,905.71 ล้านบาท นอกจากนี้ยังสามารถเข้าไปซื้อ TQR พร้อมกับ TIPCO ได้อย่างสบาย เพราะ TQR มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดที่ 5,221.00 ล้านบาท ขณะที่ TIPCO มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดที่ 5,260.12 ล้านบาท มูลค่าบริษัทรวมกันเท่ากับ 10,481.12 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจดาวเทียมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและมีโอกาสที่จะได้ร่วมพัฒนาธุรกิจกับ นักธุรกิจชื่อดังอย่าง อีลอน มัส นั่นก็คือบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) หรือ THCOM ที่มีมูลค่าประมาณ 10,700 ล้านบาท
หากใครอยากเป็นเจ้าของซุปเปอร์คาร์อย่างตระกูล Lamborghini นั้น ก็ยังสามารถซื้อ Lamborghini อูรุส ซุปเปอร์เอสยูวี ซึ่งมีราคาเริ่มต้นที่ 23,420,000 บาท ได้ 426 คัน ซื้อจนลืมไปเลยว่ามีรถคันไหนอะไรอย่างไรบ้าง หรือถ้ามาอีกแนวอย่าง Lamborghini Aventador รถหรู Supercar พิมพ์นิยมของเหล่าเซเลบคนดัง ที่มีราคาเริ่มต้น 38.7 ล้านบาท ได้ประมาณ 258 คัน
หากใครอยากเอาใจสาวๆด้วยการเป็นป๋าใจป้ำ ก็สามารถซื้อ Chanel ที่เป็นความไฝ่ฝันของสาวๆหลายๆคน และถือเป็นแบรนด์สุดฮิตในเหล่าบรรดานางแบบอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น Chanel CC Filigree Vanity Case Bag ขนาด Large สี Navy Blue ราคาประมาณ 165,000 บาท ได้ 60,606 ใบเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตามต้องอธิบายก่อนว่า การที่เราจะไปเทคโอเวอร์บริษัทไหน หรือซื้อบริษัทอะไรนั้น การซื้อขายอาจจะมีราคาที่น้อยกว่า หรือสูงกว่ามูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ขึ้นอยู่กับความพอใจทั้งสองฝ่าย เพราะการประเมินมูลค่าที่แท้จริงของกิจการอาจจะมีปัจจัยอื่นๆเข้ามาสนับสนุนด้วย ไม่ว่าจะเป็น คุณค่าของแบรนด์ หรือโอกาสของธุรกิจในอนาคต เป็นต้น การนำเสนอดังกล่าวจึงเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น

