ส่องพื้นฐาน 3 หุ้นไฟแนนซ์ เมื่อทิศทางดอกเบี้ยกำลังถึงจุดพีค
นโยบายอัตราดอกเบี้ย ถือเป็นต้นทุนทางการเงินรูปแบบของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลก ซึ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาก็สร้างแรงกดดันให้การดำเนินงานธุรกิจอย่างต่อเนื่องและในปัจจุบันทิศทางอัตราดอกเบี้ยก็ยังเป็นขาขึ้นตามนโยบายของธนาคารกลางทั่วโลกเพื่อรับมือกับตัวเลขเงินเฟ้อ
แต่ธนาคารกลางที่ถือเป็นผู้นำหรือกำหนดทิศทางนโยบายอัตราดอกเบี้ยอย่าง ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ก็เริ่มส่งสัญญาณบางอย่างในช่วงปลายปีนี้จึงถือเป็นปัจจัยบวกต่อธุรกิจไม่เว้นในประเทศไทย แต่จะเป็นผลดีต่อบริษัทจดทะเบียนเช่นกลุ่มไฟแนนซ์ที่มีตัวเลขอัตราดอกเบี้ยเป็นกำหนดทิศทางหลายปัจจัย ในวันนี้ทาง Wealthy Thai จะพาไปชมกัน
โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า ท่าทีของเจ้าหน้าที่เฟดเมื่อคืนวานนี้ได้แสดงออกต่างไปจากเดิม แม้จะยังคงสนับสนุนให้เฟดปรับนโยบายอัตราดอกเบี้ยขึ้นเพื่อรับมือกับตัวเลขเงินเฟ้อ แต่ที่แตกต่างไปจากเดิมก็คือได้ส่งสัญญาณถึงอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นว่าใกล้สิ้นสุดแล้ว
พร้อมกับส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดทุนเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น สะท้อนจากดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นและทิศทางของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯอายุ 2ปี และ 10ปี เริ่มที่จะปรับตัวลง นอกจากนี้จากปัจจัยข้างต้น คาดว่าจะส่งผลต่อบรรยากาศลงทุนเชิงบวกหรืออาจให้ราคากลุ่มหุ้นไฟแนนซ์ในไทยฟื้นตัวขึ้นมาได้
สำหรับปัจจัยพื้นฐานของกลุ่มหุ้นไฟแนนซ์ทางเราก็ได้หยิบยกขึ้นมาทั้งหมด 3 ตัว ประกอบไปด้วย บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWDAD ,บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC และ บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR
โดยเริ่มกันที่ SAWAD บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด มหาชน ได้ให้คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 55 บาท เนื่องจากราคาหุ้นที่ปรับตัวลงมาจากความกังวลของตลาดเกี่ยวกับคุณภาพสินทรัพย์ ซึ่งมองประเด็นดังกล่าวได้สะท้อนในราคาหุ้นไปแล้ว และมูลค่าหุ้นยังได้ลงมาอยู่ในระดับราคาที่ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
สำหรับไตรมาส 2/66 คาดกำไรที่ 1.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 16% แต่ทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้าตามการเติบโตของสินเชื่อ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะช่วยกลบผลกระทบของ NIM ในไตรมาส 2/66 ที่ลดลง และอัตราการตั้งสำรองในไตรมาส 2/66 ที่เพิ่มขึ้นเป็น 1.4% จาก 0.32% ในไตรมาส 2/65 และ 1.37% ในไตรมาส 1/66
ทั้งนี้ประมาณการกำไรสุทธิปี 2566 ที่ 4.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 10% และเป็นสถิติใหม่ ซึ่งหนุนจากการเติบโตของสินเชื่อจากปีก่อนหน้า 86% โดยกลบผลกระทบของคาดการณ์อัตราการตั้งสำรองในปี 2566 ที่ 1.8% และ NIM ที่ลดลงเป็น 15.9% อย่างไรก็ดีประมาณการกำไรปี 2566 เป็นเชิงอนุรักษ์นิยมและคาดความเสี่ยงด้านขาลงต่อกำไรสุทธิมีจำกัด
ต่อมา MTC บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้คำแนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมายที่ 40 บาท ถึงแม้ว่ายอดสินเชื่อจะยังคงเติบโตโดดเด่น แต่การตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้น รวมไปถึงต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น คาดว่าจะทำให้กำไรปี 66 อยู่ที่ 4.9 พันล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า 3% และขณะเดียวกันปัจจุบันราคาหุ้นอยู่ใกล้เคียงกับราคาพื้นฐานแล้ว
ด้านกำไรไตรมาส 2/66 คาดจะอยู่ที่ 1.3 พันล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 6.6% ถึงแม้รายได้ดอกเบี้ยและรายได้ค่าธรรมเนียมจะเพิ่มขึ้นตามสินเชื่อ แต่การเพิ่มขึ้นของต้นทุนทางการเงินและการตั้งสำรองทำให้กำไรลดลง แต่เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/66 คาดจะเพิ่มขึ้น 20.6% เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น และขาดทุนจากทรัพย์สินรอขายลดลง
สุดท้าย TIDLOR บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 33 บาท ตามการปรับกำไรสุทธิ และ re-rate PBV ขึ้นเพื่อสะท้อนความเสี่ยงที่ลดลง จากลูกหนี้ที่จะไหลลงมาเป็น NPL น้อยลงตามเศรษฐกิจที่กลับมาดีขึ้น ทั้งนี้ประเมินว่ายังมีปัจจัยสนับสนุนจากสินเชื่อที่จะกลับมาขยายตัวมากกว่าคาด, สัดส่วนการใช้งานและผู้ใช้งาน TIDLOR Card ที่เพิ่มขึ้น หนุนให้รายได้ดอกเบี้ย และสินเชื่อบริษัทจะเติบโตดีต่อเนื่อง
สำหรับกำไรสุทธิปี 2566 ได้มีการปรับประมาณขึ้นอีก 15% เป็น 3.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 5% ตามการเติบโตของยอดสินเชื่อ, การปรับลดลงของ NPL และ Credit Cost แต่อย่างไรก็ดีผลการดำเนินงานไตรมาส 2/66 จะยังคงทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้าและช่วงเดียวกันปีก่อน ด้วย NPL และค่าใช้จ่ายสำรองที่เพิ่มขึ้น จากจำนวนวันในการติดตามหนี้ที่น้อยลง รวมทั้งการเข้าสู่ฤดูฝนที่จะกระทบต่อยอดปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถบรรทุกที่จะลดลง

