“นำวิวัฒน์ เมดิคอลฯ” หรือ NAM เตรียมเข้าซื้อขายในกระดาน SET ท่ามกลางโอกาสโตไปกับอุตฯ เครื่องมือแพทย์
NAM เดินหน้าเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เผยอยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาไฟลิ่งจากสำนักงานก.ล.ต. เตรียมนำเงินขยายโรงงานผลิต-พัฒนาศูนย์วิจัย รับโอกาสเติบโตตามอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ รุกขึ้นแท่นผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์กลุ่มงานปราศจากเชื้อระดับแนวหน้าของไทย
นายวิโรจน์ ชัยเทอดเกียรติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นำวิวัฒน์ เมดิคอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ NAM เปิดเผยว่า ความคืบหน้าการเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 181 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 25.86% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดหลัง IPO
ทั้งนี้แบ่งเป็น หุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายโดยบริษัท จำนวนไม่เกิน 105 ล้านหุ้น และ หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดย WAI Global Corporation Limited จำนวนไม่เกิน 76 ล้านหุ้น เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาแบบแสดงรายการข้อมูลและร่างหนังสือชี้ชวนของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
โดยวัตถุประสงค์การระดมทุนเพื่อใช้ 1. โครงการลงทุนสร้างโรงงานใหม่ ภายในปี 2567-2568, 2.โครงการลงทุนพัฒนาศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องมือทางการแพทย์ ภายในปี 2567-2568, 3. โครงการลงทุนหรือร่วมลงทุนในบริษัทอื่นที่ประกอบธุรกิจเครื่องมือทางการแพทย์ หรือมีนวัตกรรมที่ส่งเสริมการประกอบธุรกิจของบริษัทฯ และ 4. เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ
สำหรับผลประกอบการของ NAM ในปี 2563 – 2565 บริษัทมีรายได้จากการขายและบริการรวม 676.61 ล้านบาท 995.36 ล้านบาท และ 1,099.36 ล้านบาทตามลำดับ โดยมีรายได้หลักมาจากการผลิตและจำหน่ายเครื่องมือทางการแพทย์ (SM) คิดเป็นสัดส่วน 53.18% การผลิตและจำหน่ายวัสดุสิ้นเปลืองทางการแพทย์ (CS) คิดเป็นสัดส่วน 26.69% และการให้บริการ (SV) คิดเป็นสัดส่วน 19.11% ขณะที่กำไรสุทธิปี 2563 – 2565 อยู่ที่ 110.44 ล้านบาท 169.68 ล้านบาท และ 175.71 ล้านบาท ตามลำดับ
ทั้งนี้ บริษัทเป็นผู้ผลิต นําเข้า และจัดจําหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องมือ และอุปกรณ์ทางการแพทย์สําหรับการทําความสะอาดและฆ่าเชื่ออุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงผลิตภัณฑ์สิ้นเปลืองทางการแพทย์ และให้บริการอื่นที่เกี่ยวข้องแบบครบวงจร โดยให้บริการในโรงพยาบาลและหน่วยงานองค์กรทางด้านสาธารณสุขกว่า 1,200 แห่ง ครอบคลุมทั้งในและต่างประเทศ
สำหรับปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์และบริการแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. กลุ่มผลิตและจำหน่ายเครื่องมือทางการแพทย์ (SM) ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่คิดค้น วิจัยและพัฒนา ผลิตและจำหน่ายเครื่องมือทางการแพทย์ ที่เกี่ยวข้องกับการทำให้อุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์สะอาด ปราศจากเชื้อและสามารถนำกลับมาใช้ใหม่กับผู้ป่วยรายถัดไปได้ตามมาตรฐานด้านสาธารณสุข แบ่งเป็น ผลิตภัณฑ์สำหรับการบำบัดขยะติดเชื้อทางการแพทย์, ผลิตภัณฑ์สำหรับฆ่าเชื้อในอากาศและผิวสัมผัส และผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์ทางการแพทย์
2.กลุ่มผลิตและจำหน่ายวัสดุสิ้นเปลืองทางการแพทย์ (CS) โดยบริษัทเป็นผู้ผลิต นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในกลุ่มวัสดุสิ้นเปลืองทางการแพทย์ที่ใช้ร่วมกับเครื่องมือทางการแพทย์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ร่วมกับเครื่องทำความสะอาด อาทิ ผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้วทิ้ง ซึ่งใช้ควบคู่กับเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ฆ่าเชื้อ น้ำยาฆ่าเชื้อสำหรับงานล้างอุปกรณ์ต่างๆ ในกระบวนการแช่และล้างทำความสะอาด และน้ำยาที่ใช้ในกลุ่มเครื่องฆ่าเชื้อในอากาศ
และ 3. กลุ่มงานให้บริการ (SV) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ให้บริการหลังการขาย บริการบำรุงรักษาและซ่อมแซมเครื่องมือทำความสะอาดและฆ่าเชื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ บริการทำให้เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ปราศจากเชื้อ รวมถึงบริการวางแผนและปรับปรุงพื้นที่ส่วนกลางของโรงพยาบาลให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล และบริการบำบัดขยะติดเชื้อทางการแพทย์
นอกจากนี้ บริษัทมีโอกาสเติบโตสอดคล้องไปกับอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ที่มีทิศทางขยายตัวต่อเนื่อง จากอัตราการเจ็บป่วยที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) จำนวนผู้ป่วยต่างชาติที่มีแนวโน้มกลับมาใช้บริการในไทยเพิ่มขึ้นในปี 2565-2566 หลังจากหดตัวถึง 97% ในปี 2564 ผู้ประกอบการโรงพยาบาลมีแผนขยายการลงทุนต่อเนื่อง และกระแสการใส่ใจสุขภาพและความต้องการดูแลสุขภาพแบบครบวงจรในประเทศไทยและทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
รวมถึงประเทศคู่ค้าหลักของไทยยังมีความต้องการอุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มวัสดุสิ้นเปลืองประเภทถุงมือยาง หลอด และเข็มฉีดยา เป็นต้น
อีกทั้งนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐในการพัฒนาให้ไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) ซึ่งจากปัจจัยดังกล่าว ทำให้การแข่งขันในอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์โดยรวมมีแนวโน้มสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม บริษัทมุ่งมั่นก้าวสู่ผู้นำอุตสาหกรรมผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์กลุ่มงานปราศจากเชื้อในประเทศไทย และพร้อมต่อยอดขยายไปสู่ระดับโลกในอนาคต
