วิเคราะห์พื้นฐานหุ้นธีม “Global Play เมื่อเศรษฐกิจโลกกำลังโตดีกว่าคาด
แม้ว่าสถานการณ์การเมืองในประเทศไทยจะยังคลุมเครือหรือหาความชัดเจนไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันสถานการณ์โลกก็เริ่มปรับตัวดีขึ้นโดยเฉพาะภาคการเติบโตของจีดีพี ที่ล่าสุด IMF ก็ไม่มีการประมารการขึ้นอีกครั้ง ตามปัจจัยต่างๆที่เริ่มคลี่คลาย
จึงถือเป็นโอกาสการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง หุ้น อีกครั้ง ซึ่งสำหรับตลาดหุ้นไทยนั้น จะมีบริษัทจดทะเบียนหรือหุ้นตัวใดบ้างที่จะได้รับประโยชน์และความน่าสนใจมากขึ้น ในวันนี้ทาง Wealthy Thai จะหยิบมุมมองของผู้เชี่ยวชาญมาแบ่งปันให้กู้อ่านกัน
โดยบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ให้มุมมองว่า ผลตอบแทนสินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้นยังปรับตัวขึ้นต่อ ทั้งในสหรัฐฯ 0.1% - 0.6%, โซนยุโรป 0.1% - 0.2% ขณะที่โซนเอเชียปรับตัวขึ้นราว 0.2% - 4.1%ซึ่งตลาดหุ้นฮ่องกงและจีนปรับตัวขึ้นโดดเด่นตอบรับมาตรการจีนกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ
สำหรับปัจจัยหนุนสินทรัพย์เสี่ยงหลักมาจาก 2 ส่วน ประกอบไปด้วย รอผลการประชุม FOMC ในวันที่ 27 ก.ค.นี้ซึ่งมีโอกาสที่จะสิ้นสุดวัฎจักรดอกเบี้ยขาขึ้นโดยตลาดคาดว่าเฟดมีโอกาสจะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปสู่ 5.50% ในการประชุมเดือนก.ค.66(โอกาสเกิด 98%) และจะทรงตัวในระดับดังกล่าวจนถึงสิ้นปี
ขณะเดียวกัน IMF ได้มีการปรับประมาณการจีดีพีโลกรอบที่ 3 ของปีนี้ เป็นขยายตัว 3% เพิ่มขึ้นจากเดือน เม.ย.ที่คาด 2.8% โดยประเทศกลุ่มพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ปรับการเติบโตของจีดีพีขึ้นหมด นำโดยสหรัฐปรับจาก 1.6% เป็น 1.8% ยุโรปเพิ่มขึ้นจาก 0.8% เป็น 0.9% สเปนเพิ่มขึ้นจาก 1.5% เป็น 2.5% และญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นจาก 1.3% เป็น 1.4%
ดังนั้น ฝ่ายวิจัยจึงแนะนำเอนเอียงน้ำหนักพอร์ตการลงทุนมาที่หุ้น Global Play หรือหุ้นหวังจีนจะเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น คาดมีโอกาส Outperform ตลาดได้ดีในช่วงนี้ ประกอบไปด้วย SCGP, TOP, BANPU, PTTEP, IVL, PTTGC , III, ERW
ขณะที่บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ก็ได้ให้คำแนะนำหุ้นที่จะได้ประโยชน์เศรษฐกิจโลกที่พอประคองตัวได้ ประกอบไปด้วย PTT, HANA และKCE
สำหรับ SCGP บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ให้คำแนะนำ “เก็งกำไร” ราคาเป้าหมายที่ 38.25 บาท โดยราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมาได้มีปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่เชื่อว่าราคาหุ้นน่าจะเป็นจุดต่ำไปแล้วหลังแนวโน้มผลประกอบการค่อยๆ ดีขึ้นตามต้นทุนพลังงานที่ลดลงและความต้องการฟื้นตัว จึงคงประมาณการกำไรปี 2566 ที่ 6 พันล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้า 3%
ขณะที่ TOP บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ให้คําแนะนํา "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 64 บาท โดยมองว่าราคาปัจจุบันได้สะท้อนภาพรวมกําไรที่อ่อนแอในไตรมาส 2/66 ไปแล้ว ขณะที่กำไรในครึ่งปีหลังจะฟื้นตัวขึ้นหลังค่าการกลั่นปรับเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ประมาณการกำไรปี 2566 ที่ 1.43 หมื่นล้านบาท ลดลงจากปีก่อนนหน้า 56%
ด้าน BANPU บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้คำแนะนำ “เก็งกำไร” ราคาเป้าหมาย 10 บาท โดยในเชิงกลยุทธ์การอ่อนตัวของราคาหุ้นจากทิศทางงบไตรมาส 2/66 ชะลอตัวเป็นจังหวะทยอยสะสมเพื่อคาดหวังการฟื้นตัวในไตรมาส 4/66 ช่วงรีสต๊อกก่อนเข้าฤดูหนาวของยุโรป ส่วนกำไรปี 2566 จะอยู่ที่ 1.3 หมื่นล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า 86%
ถัดมา PTTEP บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) แนะนำ “เก็งกำไร” ราคาเป้าหมาย 165 บาท เนื่องจากมีโอกาสที่ราคาหุ้นจะมีอัพไซด์จากการเข้าลงทุนในแหล่งใหม่และความสำเร็จของแหล่งสำรวจฯ รวมไปถึงอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ราว 4-5% แต่อย่างไรก็ดีประมาณการกำไรปี 2566 ที่ 6.19 หมื่นล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า 32% ตามปริมาณขายจากแหล่งพม่าและโอมานที่ลดลง และ ASP ที่ลดลง ตามราคาก๊าซฯและราคาน้ำมันดิบ
ขณะที่ IVL บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 38 บาท เนื่องด้วยหากเศรษฐกิจโลกกลับมาฟื้นตัว IVL จะเป็นหนึ่งในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการขยายกําลังการผลิตไว้ก่อนหน้า ขณะที่กําไรปี 2566 จะอยู่ที่ 1.27 หมื่นล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า 59% เนื่องจาก 2 ปีก่อนมีปัจจัยหนุนให้การดําเนินงานดีผิดปกติ แต่ปีนี้คาดสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ ทําให้สเปรดจะกลับสู่ภาวะปกติ แต่อย่างไรก็ดีจะได้ราคาพลังงานที่ลดลงเป็นปัจจัยหนุน
ต่อมา PTTGC บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด แนะนำ “เก็งกำไร” ราคาเป้าหมาย 50 บาท เชื่อว่าราคาหุ้นจะเป็น side way ในระดับต่ำจนกว่าจะเห็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศจีน อย่างไรก็ดีแนวโน้มผลประกอบการครึ่งปีหลังปี 2566 จะออกมาขาดทุนได้ โดยธุรกิจปิโตรเคมียังไม่ฟื้นตัวและกลุ่ม performance chemical เป็นช่วงโลว์ซีซั่นในไตรมาส 4 ทั้งนี้ ประมาณการปี 2566 เป็นขาดทุน 1.1 หมื่นล้านบาท ขาดทุนต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า
ขณะที่ III บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ให้คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 18.10 บาท เนื่องจากแนวโน้มกำไรช่วงครึ่งปีหลังปี 2566 จะดีขึ้นจากค่าระวางและปริมาณการขนส่งที่จะปรับตัวสูงขึ้น จึงประมาณการกำไรปี 2566 ที่ 612 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า 23% ทั้งนี้ธุรกิจร่วมทุนอย่าง AOTGA และ ANI จะเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนได้ในระยะยาว
ด้าน PTT บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ให้คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 46 บาท เนื่องจาก ธุรกิจก๊าซฯฟื้นตัวตามต้นทุนก๊าซฯที่ลดลง และกำไรปี 2566 ที่อยู่ในระดับสูงใกล้เคียง Pre-COVID คาดจ่ายปันผลได้ราว 2 บาท/หุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลราว 6.3% สำหรับกำไรปี 2566 จะอยู่ที่ราว 1.1 แสนล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้า 20% เนื่องจากกำไรในครึ่งปีหลังปี 66 จะฟื้นตัว ตามการฟื้นขึ้นของธุรกิจก๊าซฯ, ธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีฟื้นตัวจากผลขาดทุนสต๊อกที่ลดลงและซัพพลายล้นตลาดที่ลดลง
ถัดมา HANA บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด ให้คำแนะนำ “ ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 49.75 บาท เนื่องจาก โดยราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายต่ำสุดหากเทียบกับกลุ่มและมีส่วนลดจากอดีตมากกว่า 10% ขณะที่กำไรปี 2566 ที่ 1.73 พันล้านบาท ลดลง 17% จากปีก่อนหน้า ด้วยเงินบาทที่แข็งค่า 2.9% และสัดส่วนการขายกลุ่ม PCBA ซึ่งมีอัตรากำไรต่ำเพิ่มขึ้นจากปีก่อน
สุดท้าย KCE บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด แนะนํา “ถือ” ราคาเป้าหมายที่ 38 บาท เนื่องจากในระยะสั้น ผลการดําเนินงานยังคงมีปัจจัยลบรุมเร้ากดดันยังไม่หมดไป ส่งผลให้กําไรปี 2566 อยู่ที่ 1.79 พันล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า 23% จากผลกระทบที่ของคําสั่งซื้อที่ลดลง, อัตรากําไรจะหดตัวจากการใช้กําลังการผลิตที่ลดลง รวมถึงแนวโน้มเงินบาทยังแข็งค่า

