GPSC ดิ่งแรง! กว่า 4% หลัง Q2 มีกำไรเพียง 309 ลบ.ลดลง 55% โบรกฯ ชี้ ครึ่งปีหลังฟื้นตัว แนะ “ซื้อ”
ความเคลื่อนไหวราคาหุ้น บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ในช่วงเช้าของวันนี้ (10 ส.ค.66) ปิดการซื้อขายที่ระดับ 52.25 บาท ลดลง 4.13% จากวันก่อนหน้า โดยราคาปรับตัวลดลงทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 51.50 บาท หลังรายงานกำไรไตรมาส 2/66 เพียง 309 ล้านบาท ลดลง 55% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
นายวรวัฒน์ พิทยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ GPSC เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 2/2566 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 309 ล้านบาท ลดลง 55% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นผลมาจากส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในโครงการไซยะบุรี (XPCL) ลดลงเนื่องจากปริมาณน้ำลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รวมทั้งในปีนี้ไม่มีการรับรู้กำไรจากรายการพิเศษจากการปรับโครงสร้างการถือหุ้นธุรกิจแบตเตอรี่เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต
ขณะที่ผลการดำเนินการของโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) มีรายได้จากการขายไฟฟ้าและไอน้ำเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากการปรับสูงขึ้นของค่า Ft ส่งผลให้มาร์จิ้น จากการขายไฟฟ้าให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่าต้องเผชิญกับต้นทุนเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
ขณะที่เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2566 กำไรสุทธิปรับตัวลดลง 72% เนื่องจากค่า Ft ปรับตัวลดลงตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2566 แม้ว่าในช่วงเวลาดังกล่าวต้นทุนเชื้อเพลิงจะมีการปรับตัวลดลงบางส่วน ประกอบกับโรงไฟฟ้าโกลว์พลังงาน ระยะที่ 5 มีการหยุดซ่อมบำรุง 25 วัน และโรงไฟฟ้า ศรีราชา และโกลว์ไอพีพี ไม่มีการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าด้วยน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นไปตามแผนเรียกรับไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
ส่วนผลประกอบการงวด 6 เดือนแรกของปี 2566 มีกำไรสุทธิ 1,427 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43% เมื่อเทียบกับงวด 6 เดือนแรกปี 2565 ที่มีกำไรสุทธิ 997 ล้านบาท เนื่องจากการปรับตัวสูงขึ้นของค่า Ft ที่สอดคล้องกับต้นทุนราคาพลังงานมากขึ้น ทำให้มาร์จิ้นของการขายไฟฟ้าให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมสูงขึ้น
ทั้งนี้คาดว่าเศรษฐกิจของประเทศในช่วงครึ่งปีหลังจะฟื้นตัวขึ้น โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์ว่าการขยายตัวเศรษฐกิจจะอยู่ในระดับ 3.6% จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว รวมถึงการบริโภคของภาคเอกชนและการส่งออกของไทยจะทยอยฟื้นตัวใกล้เคียงหรือขยายตัวเพิ่มขึ้นจากที่ประเมินไว้ ส่งผลให้มีแนวโน้มความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น
[ โบรกฯ เชียร์ “ซื้อ” ]
ขณะที่มุมมองนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินกำไรสุทธิครึ่งปีแรกของปี 66 คิดเป็น 30% ของคาดการณ์ทั้งปี อย่างไรก็ตามคงประมาณการเดิมที่ 4.8 พันล้านบาท เติบโต 440% จากปีก่อน เนื่องจากเชื่อว่าแนวโน้มผลประกอบการครึ่งปีหลัง 66 จะเร่งตัวขึ้นทั้งจากครึ่งปีแรก และช่วงเดียวกันของปีก่อนอย่างมีสาระสำคัญ
โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของอัตรากำไรขั้นต้นสู่ระดับใกล้เคียงช่วงปกติ (Margin ของโรงไฟฟ้า SPP น่าจะฟื้นตัวเป็นระดับ 1 บาท/หน่วย เทียบกับช่วงครึ่งปีแรก 66 อยู่ต่ำเพียง 0.6 บาท/หน่วย) เพราะต้นทุนเชื้อเพลิง (ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน) ผ่านจุดสูงสุดมาแล้ว
และจะปรับตัวลงสะท้อนราคาพลังงานในตลาดโลกมากขึ้น (โครงสร้างราคาเชื้อเพลิงของ GPSC มี Lag-time) เบื้องต้นประเมินต้นทุนก๊าซธรรมชาติของโรงไฟฟ้า SPP จะเหลือ 350-400 บาท/ล้านบีทียู (เทียบไตรมาส 2/66 อยู่ที่ 445 บาท/ล้านบีทียู) โดย Sensitivity ทุก 1 บาท/ล้านบีทียู จะส่งผลต่อกำไร 25 ล้านบาท/ปี
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการเข้าสู่ช่วง High Season ของปริมาณน้ำในเขื่อนไซยะบุรี, การรับรู้กำลังผลิตใหม่ของ Avaada, โรงไฟฟ้า Glow Phase 5 กลับมาเดินเครื่องตามปกติ (ผลกระทบราว 300 ล้านบาทในไตรมาส 2/66) รวมทั้งมีโอกาสบันทึกเงินเคลมประกันภัยจากเหตุการณ์หยุดผลิตนอกแผนของโรงไฟฟ้า Glow Phase 5
ขณะที่มองข้ามไปปี 2567 หุ้นยังเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจจากการฟื้นตัวของอัตรากำไรสู่ระดับปกติอีกทั้งยังได้ประโยชน์จาก Theme การลงทุนหุ้นปลอดภัย (Defensive) และ Bond Yield ลดลง
ดังนั้นแม้งบไตรมาส 2/66 อ่อนแอกว่าโรงไฟฟ้าคู่แข่ง แต่หากนับตั้งแต่ต้นไตรมาส 2 ราคาหุ้น GPSC ปรับตัวลง 20% Underperform คู่แข่งอย่าง BGRIM และ GULF ที่ลดลง 6% และ 7% ตามลำดับ ถือว่าสะท้อนข่าวลบไปมากแล้ว มองข้ามไปช่วงที่เหลือของปี 2566 ถึงปี 2567 ผลประกอบการจะเข้าสู่ช่วงการฟื้นตัวที่ดี คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 75.00 บาท
